[Notice] Trash 25 + มาจูงมือย้ายบ้าน  

Trash ตอนที่ 25 เราต่อแล้วนะคะ
ใครที่อยากอ่านให้ตามเรามาที่




UNMEI118 BOARD CLICK HERE



เข้าไปแล้วสมัครสมาชิกซะ....สมัครแล้วคลิกลิงค์ A.Miku's Fan Fiction Must Read ตัวแดง ๆ ใหญ่ ๆหน้าบอร์ดนะคะ


ฟอรั่มฟิคของเรามีพาสเวิร์ดป้องกันค่ะ คนที่สมัครแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพีเอ็มถามพาสเวิร์ดเรา


ไม่ต้องกังวลเรื่องคอมเม้นท์ค่ะ เข้าไปอ่านได้ตามสบาย เราไม่ว่านะคะ^^



รู้แล้วก็ตามมาซะดี ๆ ฟิคตอนที่ 25 รออยู่

# by miwako_jin | 2009-02-20 17:13

Talk  

หื่อ~
พูดอะไรดีล่ะ......
ฮ่า ฮ่า ฮ่า

คือว่าตอนนี้เรียนจบมอปลายล่ะ มีที่เรียนแล้วด้วย
นั่นก็หมายความว่าเราว่าง
ตอนนี้ก็ 'ว่าง' มาได้สามสี่วันแล้ว
แต่เพราะว่า 'ว่าง' มานานมากเกินไป
ทำให้เวลาเปิดฟิคตัวเองมาอ่านแล้วพิมพ์มัน.....เฮ้อ~

เอาเป็นว่ายังคงสเต็ปเดิมค่ะ บิวท์อารมณ์ไม่ได้มันเลยต่อไม่ได้
ขอโทษที่เราทำให้ 'รอ' และขอบคุณที่ยัง 'รอ' แต่ถ้าใครเบื่อ 'รอ' เราก็ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ค่ะ
จะพยายามปะติดปะต่อฟิคให้ได้นะคะ...ซึ่งเราก็ไม่รับปากว่ามันจะสนุกเหมือนเดิม
รู้สึกว่าวัน ๆ ตัวเองจะเอาแต่เวิ่นเว้อไร้สาระ หุหุ
.
.
.
พบกันใหม่เมื่อตอนนี้เอาฟิคตอนใหม่มาลง คิดว่าจะลงแค่ที่บล็อกนี้อ่ะ
จนกว่ามันใกล้...จะจบ...ถึงจะเอาไปลงที่อื่น
เง้อ~

ขอบคุณที่คอมเม้นท์ทั้งฟิคเรื่องเก่าเรื่องใหม่และขอบคุณทวงถามฟิคเรื่องเก่านะคะ


A.Miku (โหมดว่างจัด - -")

# by miwako_jin | 2009-02-09 22:35 | About A.Miku

[SF] Miracle 2  

Miracle
Type : Shortfiction
Actor : Akanishi Jin*Kamenashi Kazuya
Rate : Romantic
Author: A.Miku
Part : 2 [END]


“โทโมะ เสร็จรึยัง เร็ว ๆ หน่อย เดี๋ยวก็ไม่ทันขึ้นเครื่องหรอก” คาเมะเร่งเพื่อนหน้าหวานที่กำลังลากกระเป๋าออกมาจากห้องนอน เพราะกลัวว่าจะไม่ทันขึ้นเครื่องเพื่อไปดูคอนเสิร์ตของจิน

“จ้า ๆ เสร็จแล้ว” เมื่อเห็นเพื่อนลากกระเป๋าออกมา คาเมะก็จัดการลากทั้งเพื่อนทั้งกระเป๋าลงไปข้างล่างคอนโดทันที ก่อนจะเรียกแท็กซี่ให้ตรงไปที่สนามบิน

สนามบินนาริตะ

คาเมะและยามะพีรีบลากกระเป๋าตรงดิ่งไปยังตัวอาคารทันทีเพื่อจะขึ้นเครื่องบินไปที่ประเทศไทย ทันใดนั้นโทรศัพท์เครื่องจิ๋วของคาเมะก็ดังขึ้น

“ครับ คาเมะพูด”

** คาเมะชั้นเองนะ เคตะ **

“อื้อ ว่าไง”

** จะขึ้นเครื่องแล้วหรอ **

“อือ แล้วเรื่องที่พักว่าไงล่ะ”

** โชคดีมาก ๆ คาเมะ เราได้ที่พักโรงแรมตรงกันข้ามกับที่จินพักน่ะ **

“จริงหรอ!?!”

** จริง ๆ เออ แล้วถ้ามาถึงก็โทรมาบอกด้วยนะ ชั้นใช้เบอร์เดิม **

“อื้อ”

** งั้นก็แค่นี้ละกัน บาย **

“บาย”

หลังจากบทสนทนกับเพื่อนสมัยมัธยมต้น ที่ตอนนี้มาเรียนที่เมืองไทยได้จบลง เจ้าตัวจึงรีบ ๆ ขึ้นเครื่องทันทีเพราะเหลือเวลาอีกไม่มาก

และแล้วเวลาก็ผ่านไปเครื่องบินลำใหญ่ที่มาจากญี่ปุ่นก็จอดลง

สนามบินสุวรรณภูมิ

“โหย เมืองไทยอากาศร้อนจัง” โทโมะบ่นเบา ๆ พร้อมกับลากกระเป๋าใบโตเดินเคียงข้างคาเมะ ร่างเล็กยิ้มเบา ๆ ก่อนจะกดโทรศัพท์หาเพื่อนที่เมืองไทยทันที

“งื่ออออ คาเม้ เมื่อไหร่ตาเคโระ เคตะของนายจะมาอ่ะ เค้าร้อนนนนนนน” โทโมะทำท่าพัด ๆ ประกอบการพูดถมยังบ่นถึงเพื่อของคาเมะที่ไม่เคยเห็นหน้าอีกด้วย

“ใกล้มาแล้ว โทโมะ เค้าบอกว่าอยู่ในสนามบินนี่แหละ อ๊ะ นั่นไง” หนุ่มน้อยนามว่าคาเมะกำลังโบกมือให้ ทาจิบานะ เคตะเพื่อนเลือดปลาดิบให้เห็น เคตะเห็นดังนั้นก็รีบตรงรี่เข้ามาหาคาเมะทันที

“หวัดดีคาเมะ ไม่เจอกันซะนานเลยนะ” หนุ่มร่างสูงเข้ามาทักทายคาเมะด้วยอาการดีใจ

“อื้อ สบายดีมั๊ย”

“สบายดี”

“แล้วเรื่องเรียนล่ะ เป็นไงบ้าง@!$#_+&(?@!!!&|\)@&$$”

แล้วบทสนทนาของเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานก็เริ่มขึ้น ยามะพีเริ่มทำหน้าบูดเพราะทั้งร้อนทั้งหิว ขนาดเค้าทำเสียงฟึดฟัดใส่คาเมะยังไม่รู้สึกตัวเลย

“คาเมะ เค้าหิวข้าว เค้าร้อน เค้าง่วงนอน!!!” ยามะพีพูดเสียงดังขัดบทสนทนาที่กำลังคุยกันอย่างเมามัน ร่างสูงหน้าตาหล่อบาดใจหันมามองยามะพียิ้ม ๆ ยามะพีก็จ้องกลับอย่างไม่วางตา

จะมองอะไรเล่า!!!!!!!!!!!!!!

สบถในใจเบา ๆ แล้วสะบัดหน้าหนีไปทางคาเมะทันที คาเมะเห็นท่าไม่ดีจึงบอกให้เคตะพาไปหาข้าวกินก่อนที่โทโมะจะอาละวาด

“แล้วจะกินอะไรกันล่ะ คาเมะ” เคตะหันไปถามเพื่อนที่นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถให้

“อืม อยากกินอาหารไทยอร่อย ๆ น่ะ โทโมะว่าไงล่ะ อยากกินอะไร”

“กินอะไรก็ได้ เราหิว!!!” ตอบกระแทกเสียงหน่อย ๆ ทำเอาทั้งคาเมะและเคตะหัวเรากันยกใหญ่เลย

ชายหนุ่มที่ทำหน้าที่ขับรถ อดไม่ได้ที่จะมองผ่านกระจกมาหาคนตัวเล็กที่นั่งหน้าบูดอยู่ข้างหลัง ที่กำลังมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง คาเมะเห็นเคตะมองหลังรถบ่อย ๆ ก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ คิดไม่ผิดที่เอายามะพีมาด้วย ก็รูปร่างหน้าตาแบบนี้ถูกใจเคตะเค้าเชียวล่ะ

ในที่สุดการจราจรบนถนนที่ติดขัดก็ทำให้รถเก๋งสีขาวคันงามเคลื่อนตัวมาจอดที่ลานจอดรถของภัตตาคารสุดหรูจนได้ เคตะลงรถรีบไปเปิดประตูให้คาเมะ ก่อนจะอ้อมมาทางยามะพี

ยามะพีตวัดตาใส่เคตะที่กำลังเปิดประตูรถให้ เคตะเห็นก็ยิ้มใส่ทำเอาโทโมะฉุนกึกรีบ ๆ กระแทกเท้าลงกับพื้นทันที.........นิสัยแบบนี้เคตะก็ชอบ น่าแกล้งดีนัก

หนุ่มร่างสูงเดินนำร่างผอมบางทั้งสองเข้ามาในภัตตาคาร แอร์เย็น ๆ ฉ่ำ ๆ ก็ทำให้ยามะพียิ้มออกมาได้นิดนึง ทั้งสามนั่งลงตรงมุมที่ลับตาคน จะได้ทานอาหารได้สะดวก

“สวัสดีค่ะ ภัตตาคารมาลีวัลย์ยินดีต้อนรับค่ะ” พนักงานสาวของภัตตาคารในเมืองไทยเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้ ทำให้คาเมะยกมือไหว้ตอบตาม โทโมะก็ทำตามงง ๆ

พนักงานเห็นก็ยิ้มขำ ๆ แล้วยื่นเมนูอาหารให้ทั้งสามคน ยามะพีกับคาเมะเห็นก็เกาหัวแกรก ๆ ก็อ่านภาษาไทยไม่ออกนี่หว่า

“กินอะไรดีล่ะ”

“เคตะสั่งมาเหอะ เรากินได้หมดแหละ” ตอบให้ยิ้ม ๆ เคตะเลือกเปิดเมนูสักพักก็สั่งอาหารมาให้ร่างเล็กทั้งสอง

“เอาต้มยำกุ้งหม้อนึง ผัดเปรี้ยวหวานจานนึง แกงจืดถ้วยนึง ข้าวเปล่าโถนึง แล้วก็ส้มตำปูปลาร้าแบบเผ็ด ๆ นะครับ” ยามะพีนั่งมองเคตะสั่งอาหารเป็นภาษาไทยแล้วนั่งหน้าหมางง มันสั่งอะไรมากินเนี่ย

ทั้งสามนั่งได้ไม่นานนักอาหารที่สั่งไปก็มาเสิร์ฟ คาเมะเห็นก็ตาโตทันที รู้สึกว่าอาหารที่ไทยคงจะเผ็ดน่าดูเลยล่ะ เคตะตักข้าวให้ชาวญี่ปุ่นหน้าหวานทั้งสองแล้วก็ตัวเอง เห็นร่างน้อยทั้งสองมองจานข้าวที หม้อต้มยำกุ้งทีแล้วก็กลืนน้ำลาย อึก ๆ

“ทำไมไม่กินล่ะ” ถามไปงั้น ๆ แหละก็รู้ ๆ อยู่ว่าสองคนนี้กินเผ็ดไม่ค่อยได้ แต่ก็แค่สั่งมาแกล้งแค่นั้นเองแหละ

“ก็ ก็.......” ยามะพีชี้ที่หม้อต้มยำกุ้งที่มีสีแดง ๆ เต็มไปหมด กับจานส้มตำที่มีแต่พริก

“อ้าวกินเผ็ดไม่ได้หรอ โถ่ ไอ้เราก็นึกว่า......” เคตะเว้นวรรคช่วงการพูดแล้วมองหน้ายามะพีหยาม ๆ

“อะไร เผ็ดแค่นี้เอง เรากินได้น่า!!!!!” พูดขึ้นเสียงดังเมื่อเห็นสีหน้าคนตัวโต ยามะพีตักต้มยำกุ้งใส่ถ้วยไว้ แล้วก็ตักส้มตำมาวางไว้ข้าง ๆ ข้าวที่กำลังร้อนได้ที่

“โทโมะ กินได้จริง ๆ หรอ” คาเมะถามเพื่อนด้วยความเป็นห่วง โทโมะพยักหน้าแรง ๆ แล้วลงมือกิน

กุ้งตัวโต ๆ ที่ลอยคออยู่ในถ้วยก็ถูกโทโมะตักใส่ปาก พร้อมกับน้ำต้มยำเผ็ดร้อน เพียงแค่มันแตะลิ้นเท่านั้นแหละ ก็เกือบจะร้องจ๊ากออกมา แต่ไม่ได้ ๆ เสียฟอร์มหมด เดี๋ยวไอ้ถึกที่ทำหน้าแป้นแล้นใส่เค้าอยู่มันจะได้ใจ

แล้วข้าวร้อน ๆ ก็ได้ตามกุ้งเข้าไปในปาก ยิ่งทวีความเผ็ดร้อนให้มากขึ้น ใบหน้าหวานเริ่มมีเหงื่อซึมน้อย ๆ แต่เจ้าตัวไม่ได้สนใจสักนิด กลับตักส้มตำที่เต็มไปด้วยพริกเม็ดแดงเข้าปากต่อ

คาเมะเห็นก็เริ่มใจเสีย โทโมะจะเป็นไรมั๊ยเนี่ย เคตะก็ยังคงมองร่างเล็กปากเก่งต่อไปเรื่อย ๆ .......ดูซิจะเก่งไปได้สักกี่น้ำ

“คาเมะ กินสิอร่อยดีนะ กินเลย ๆ ” หันมาบอกคาเมะด้วยอาการน้ำมูกน้ำตาไหล คาเมะพยักหน้าเบา ๆ แล้วตักแกงจืดกับผัดเปรี้ยวหวานมากิน

คาเมะยิ้มออกมาน้อย ๆ ที่อาหารของไทยก็ไม่ได้มีรสจัดจ้านเสมอไป มีบางทีที่จะตักต้มยำกุ้งและส้มตำมากินบ้าง

“นี่คุณ กินรสธรรมดาตัดเผ็ดหน่อยก็ได้ เดี๋ยวก็แสบท้องหรอก” เคตะตักผัดเปรี้ยวหวานกับแกงจืดให้ร่างเล็กที่กำลังปาดน้ำตาแล้วยัดส้มตำใส่ปากต่อ

“ฟืดดด ขอบใจนะ” เสียงสูดน้ำมูกดังขึ้นก่อนคำขอบคุณ ยามะพีจัดการอาหารทั้งน้ำตาแล้วพิงหลังกับพนักเก้าอี้เมื่อกินอาหารได้หมด

“คุณครับ ผมขอไอศกรีมสตรอเบอร์รี่ พาเฟต์สองที่นะครับ” พนักงานสาวพยักหน้ารับเมื่อเคตะได้สั่งไอศกรีม เคตะหันมามองยามะพีที่นั่งเอามือพัด ๆ ปาก ปากอิ่มแดงจัดเพราะส้มตำและต้มยำกุ้ง

ไม่นานนักไอศกรีมที่ได้สั่งก็มาส่งที่โต๊ะ เคตะยื่นแก้วไอศกรีมให้ร่างเล็ก ๆ ทั้งสอง โทโมะเห็นก็ทำตาวาวทันที

“นี่ นายสั่งไอติม ซี้ดดดดดด มาให้เราหรอ” พูดไปตาก็จ้องถ้วยไอศกรีมไม่เลิก

“อือ ผมมาสั่งมาให้คุณกับคาเมะกิน เห็นว่าเผ็ดมากนี่นา”

“อิอิ ขอบคุณน้า” หันมายิ้มหวานให้ชายหนุ่มใจกระตุกเล่น ๆ ก่อนจะลงมือทานไอศกรีมสีหวานทันทีพลางคิด ๆ ในใจ ว่าเพื่อนคาเมะคนนี้ก็ไม่ได้กวน(ตีน)เป็นอย่างเดียวสักหน่อย

=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=

“อ๊า..... ห้องแอร์ที่นี่เย็นเฉียบเลยว่ะ ต่างกับอากาศข้างนอกชะมัด” มือกีต้าร์นามว่ายูอิจิล้มตัวลงบนเตียงกว้าง จิน เสมองเพื่อนร่วมวงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง

ผืนนภาสีฟ้ากว้างมีกลุ่มเมฆลอยตัวอยู่เป็นกลุ่มก้อน จินสะบัดหัวตัวเองเบา ๆ แล้วกลับมานอนที่เตียงมื่อเห็นกลุ่มเมฆเป็นหน้าคาเมะไปได้

มือใหญ่ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเพื่อเอารูปวาดของคาเมะขึ้นมาดู........คิดถึง คิดถึงนายที่สุดเลย คาซึยะ......

“เฮ้อ มัวแต่เพ้อแล้วไม่ตามหามันจะได้เจอมั๊ยวะ” จุนโนะสุเกะพูดขึ้นขณะที่กำลังอ่านหนังสือเล่มโปรดของตัวเองอยู่

“แล้วกูว่างมากที่จะไปตามหาเค้ารึไงล่ะวะ” จินสวนกลับ ก่อนจะมานอนมองรูปอีกรอบ ถ้าชั้นว่างเมื่อไหร่ ชั้นสัญญาเลย ว่าจะตามหานายไม่ว่านายจะอยู่ที่ใดบนโลกนี้

“เห้ย ไอ้เพื่อนรัก อย่าทำหน้าหงอยสิวะ ลงไปเดินเที่ยวดีกว่า เค้าว่าที่เมืองไทยของสวย ๆ งาม ๆ เยอะนะ” โคคิพูดแล้วทำท่าเพ้อฝัน สาธุ!!! ขอเจอหน้าทาทา ยังหน่อยเหอะวะ(ความจริงอยากเห็นไอ้ที่ต่ำลงมาจากหน้าต่างหาก เหอ ๆ )

“เออ”

=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=

“ฮ่า เย็นจังเยย” เจ้าของตากลมโตกับใบหน้าหวาน ล้มลงปุบนเตียงนอน แอร์เย็นฉ่ำปะทะผิวกายที่เพิ่งผ่านการอาบน้ำมาหมาด ๆ ทำให้ยิ่งเย็นสบายเข้าไปอีก

คิด ๆ ไปแล้วไอ้เพื่อนของคาเมะนี่ก็นิสัยดีเป็นกับเค้านะ เห็นตั้งแต่ลงเครื่องมาก็เหมือนจะแกล้งเค้าตลอดเลย ยังเจ็บใจไม่หาย เรื่องที่หลอกให้เค้ากินของเผ็ด ก็ดูสิ ท้องของเค้าเริ่มจะแสบ ๆ แล้วนะเนี่ย

เห้ย!!!!!!แล้วจะไปคิดถึงไอ้นั่นทำไมล่ะ

ยามะพีอมลมเข้าแก้มจนอูม นึกโทษตัวเองว่าจะไปคิดถึงไอ้ถึกหน้าหล่อขี้แกล้งคนนั้นทำไม ใบหน้าหวานก้มลงซบกับหมอนแล้วถูไปถูมาให้เลิกคิดสักที........แต่ทำยังไงดี ไอ้สมองบ้า ๆ นี่มันไม่ยอมเลิกเลยอ่ะ!!!!!!!!

คาเมะที่นั่งเช็ดผมอยู่มองยามะพีที่ฟัดกับหมอนขำ ๆ แล้วเปิดม่านมองไปยังโรงแรมที่หรูไม่แพ้กับโรงแรมของตนเอง.......จินกำลังทำอะไรอยู่น้า~~

นั่งเหม่อมองโรงแรมตรงกันข้ามซะนานจนผมที่ไม่ค่อยได้สนใจการเช็ดเริ่มจะแห้งแล้ว คาเมะจึงเดินไปล้มตัวนอนข้าง ๆ โทโมะบ้าง......เก็บแรงไว้ตามจินวันพรุ่งนี้

=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=

ยามสายของวันใหม่ที่ดูจะวุ่นวายเป็นพิเศษก็ได้เริ่มขึ้นกับสี่นักร้องดัง เมื่อการที่พวกเค้าจะไปเที่ยวเล่นที่สวนสนุกของเมืองไทย มีแฟนคลับออกันเต็มหน้าโรงแรมไปหมด

ร่างสูงทั้งสี่ได้เดินออกจากโรงแรมขึ้นรถที่ทางค่ายเพลงจัดหาไว้ให้ แฟนสาวชาวไทยกรี๊ดกันเสียงดังระงมจนคนในโรงแรมต้องเปิดประตูหน้าต่างออกมาดูที่หน้าระเบียง จินแค่นยิ้มไปให้แฟนคลับดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ก่อนจะเดินขึ้นรถไป

เมื่อนักร้องดังทั้งสี่คนขึ้นรถเสร็จแล้ว รถคันหรูก็กระชากตัวออกไปทันที แฟนคลับชาวไทยก็วิ่งตามรถแล้วทุบกระจกเหมือนชาวญี่ปุ่นเด๊ะ จินพยายามมอง มองว่าในกลุ่มแฟนคลับนี้จะมีคาเมะรึเปล่า แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ร่างสูงจึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วเอาหลังพิงกับพนักเบาะนั่งอย่างเหนื่อยล้า

=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=

ในที่สุด รถคันเป้าหมายก็มาถึงสวนสนุกชื่อดังของเมืองไทยก็ได้จอดที่ลานจอดรถ คาเมะพยายามชะเง้อคอดูรถคันที่เพิ่งจอดแล้วก็วิ่งตามกลุ่มแฟนคลับไปเมื่อคนไทยกรี๊ด ๆ ๆแล้วตะโกนเรียกชื่อสี่นักร้องดังกันระงม

“จิน จิน ได้ยินชั้นรึเปล่า จินนนนนนนนนน” ร่างเล็กพยายามตะโกนเรียกจินเสียงดัง แต่ก็สู้เสียงแฟนคลับชาวไทยไม่ได้เลย แล้วจินก็ยังจะมาก้มหน้าอีก แล้วมันจะเจอกันมั๊ยเนี่ย

“คาเมะ ออกไปรอข้างนอกก่อนเถอะ ยามะพี อาการเริ่มไม่ดีแล้วนะ” เคตะเดินมาบอกคาเมะแล้วชี้ไปยังเพื่อนรักที่กำลังนั่งกุมท้องทำหน้าซีดอยู่

“โทโมะ เป็นไรมากมั๊ย เมื่อวานบอกแล้วไม่ฟังเองนะ เป็นไงล่ะ” ยามะพีได้แต่ทำหน้าซีดให้คาเมะเห็น ก็นะ ไม่อยากให้ใครมาหยามยามะพีคนนี้นี่ แล้วผลก็กลายเป็นว่าเจ้าตัวทั้งท้องเสีย ทั้งกระเพาะอาหารอักเสบซะงั้น

“นี่คุณ ผมขอโทษนะ ถ้าไม่ท้าเมื่อวาน วันนี้คุณคงไม่เป็นแบบนี้หรอก” เคตะก้มหน้าลงสำนึกผิดยามะพีส่ายหน้าให้แทนการพูดตอบ ก็มันไม่มีแรงนี่หว่า

“แล้วไหวมั๊ยเนี่ย”

( - _ - )( _ _ )( - _ - )( _ _ ) ยามะพีพยักหน้าตอบ

“ไม่ไหวแน่ ๆ ล่ะ มานี่มา ขึ้นหลังผมดีกว่า” เคตะหันไปพูดกับคาเมะแล้วหันมาหาคนที่กำลังป่วย ยามะพีทำหน้างง ๆ แต่ก็ยอมขึ้นหลังของร่างสูงทันที จากนั้นทั้งสามคนก็เคลื่อนตัวเดินไปตามแฟนคลับที่วิ่งกรูกันเข้าไปในสวนสนุก

=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=



อ่านต่อคลิ๊กค่า....

# by miwako_jin | 2009-01-04 23:55 | Miracle

[SF] Miracle  

Miracle
Type : Shortfiction
Actor : Akanishi Jin*Kamenashi Kazuya
Rate : Romantic
Author: A.Miku
Part : 1


คุณเคยมีความฝันอย่างผมบ้างหรือเปล่า........ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ที่คนธรรมดาอย่างผม เกิดอยากสมหวังในความรักกับดาราชื่อดัง........แล้วคุณคิดหรือเปล่า ว่าคนธรรมดาอย่างผม จะสามารถบอกรักเค้าได้ ด้วยวิธีประหลาด ๆ ............ถึงแม้จะพูดว่าเป็นเรื่องไร้สาระก็เถอะแต่วันนี้..........ผมจะลองทำมันดูสักครั้ง

ร่างบอบบางในชุดสีขาวทั้งตัวปรากฏขึ้นในความมืดมิด ไอควันสีจาง ๆ ปกคลุมไปทั่วทุกอาณาบริเวณ ถึงแม้ว่าควันจะดูหนาไปบ้าง ในช่วงลำตัว แต่ก็ไม่สามารถที่จะบดบังร่างกายที่สวยงามนี้ได้เลย ใบหน้าหวานทอดยิ้มให้อย่างสวยงาม ก่อนที่ริมฝีปากสีระเรื่อจะพูดขึ้น เบา ๆ

“สวัสดี อาคานิชิ จิน” เสียงแหบห้าวแบบเด็กผู้ชายถูกเปล่งออกมาในระดับพอประมาณ ความมืดมิดที่เคยปกคลุมร่างเล็ก ๆ นั่นก็ค่อย ๆ จางหายไปแล้วแทนที่ด้วยความสว่าง

“ผมชื่อคาเมนาชิ คาซึยะ คุณคงคิดสงสัยว่าผมเป็นใคร แล้วมาเข้าฝันคุณแบบนี้ มีจุดประสงค์อะไร”

“คุณไม่ต้องกลัว ผมไม่ใช่ผี หรือเทวดานางฟ้าที่ไหน ผมเป็นเพียงแค่แฟนคลับ ที่ปลื้มคุณเอามาก ๆ ปลื้มมากจนเกิดรักคุณขึ้นมาซะจนได้”

แสงสว่างส่องกระทบใบหน้าหวานให้ดูสว่างขึ้นมาอีกเท่าตัว นัยน์ตาสีสนิมจ้องมองตรงข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นและตั้งใจ

“ผมรักคุณ รักมากจนเก็บไว้ไม่ไหว แล้วผมก็ไม่รู้จะบอกให้คุณรับรู้ยังไง ผมอยากให้คุณรับรู้แล้วจำผมเอาไว้ แม้เพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของหัวใจ ก็ยังดี”

ดวงตาสวยและคำพูดที่เพิ่งผ่านออกจากกลีบปากสวยดูแน่วแน่และมั่นคงมาก มือเล็ก ๆ ยกขึ้นจับสร้อยคอที่มีแหวนเงินเกลี้ยงเกลาไว้แน่น

“จำผมเอาไว้นะ อาคานิชิ จิน จำเอาไว้ว่าครั้งหนึ่งผมได้บอกรักคุณแล้ว คุณต้องจำผมให้ได้นะ แล้วถ้าเจอกันก็อย่าลืมทักผมล่ะ ”

ร่างเล็กบอกแกมบังคับพร้อมน้ำตาที่ไหลรินลงมา.......เจ้าตัวเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าไหลลงมาทำไม ทั้ง ๆ ที่มันควรจะน่ายินดี ไม่ได้เศร้าสักนิด

“สร้อยที่มีแหวนวงนี้ จะเป็นสัญลักษณ์แทนตัวผม ถ้าคุณเห็นมันที่อยู่บนตัวผมมั่นใจได้เลยว่าคุณเจอผมแล้ว”

“นี่ ๆ พอได้แล้ว กลับมาสักที ใกล้รุ่งแล้วนะ” เสียงที่ดังก้องไปทั่วทุกอาณาบริเวณทำให้ร่างเล็กเสียดายนิด ๆ ที่ยังพูดไม่จบดีสักเท่าไร

“ผมคงต้องไปแล้วล่ะ ผมจะได้มีโอกาสมาหาคุณอีกครั้งนะจิน พรุ่งนี้ผมจะมาหาคุณอีก เป็นครั้งสุดท้าย แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะครับ ”

ร่างเล็กนั้นปิดเปลือกตาลงเบา ๆ ทันใดนั้นความมืดมิดก็กลับมาปกคลุมทั่วบริเวณอีกครั้ง ไอควันตลบอบอวลไปทั่วก่อนจะกลบให้ร่างนั้นหายไปในพริบตา

=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=

เฮือก!!!!!!!!!!!!!!

ร่างสูงใหญ่สะดุ้งขึ้นสุดตัวจนแทบจะลุกขึ้นยืนให้ได้ เหงื่อที่เกาะพราวบนใบหน้ากอปรกับลมหายใจหอบถี่บ่งบอกได้อย่างดีว่าเจ้าตัวกำลังเหนื่อยสุด ๆ

อาคานิชิ จินยกมือขึ้นกุมหัวตัวเองเบา ๆ มือเรียวยาวพลางปาดเหงื่อที่เกาะตามแนวไรผมเบา ๆ ลมหายใจที่เคยหอบถี่ถูกปรับให้เป็นปกติในเวลาชั่วครู่ แต่หัวใจกำลังเต้นตึกตักอย่างรุนแรงจนได้ยินเสียง

ความฝันแปลกประหลาดถูกร่างสูงทบทวนอีกครั้ง ใบหน้าหวานใสและคำบอกรักที่บอกอย่างมั่นคง ทำให้จินสงสัยมาก ใคร่อยากรู้จนศีรษะแทบจะระเบิด

หนุ่มน้อยคนนั้นเป็นใคร

ร่างสูงสะบัดหัวตัวเองเบา ๆ ก่อนจะลุกไปอาบน้ำ หวังจะให้น้ำเย็น ๆ ช่วยทำให้ลืมความฝันเมื่อครู่ แต่จินก็ทำไม่ได้เลย ยิ่งน้ำเย็นกระทบร่างกายเมื่อไหร่ ก็เหมือนจะฉุกคิดถึงร่างบางในความฝันเสมอไป คาเมนาชิ คาซึยะ

นางฟ้า นางฟ้าแน่ ๆ ถ้าไม่ใช่ก็คงจะเป็นเทวดารูปงาม เด็กคนนั้นสวยเหลือเกินจนจินต้องนั่งคิดถึงอยู่ตลอด แม้กระทั่งเวลาขับรถเช่นนี้!!!!! อาจเป็นเพราะหน้าตาที่ดูน่าหลงใหลจนจินลืมไม่ลง ทำให้คิดถึงอยู่ร่ำไป
รถสปอร์ตสีดำหรูเคลื่อนตัวมาจอดหน้าค่ายเพลงค่ายยักษ์ใหญ่ที่ตัวเองกำลังทำผลประโยชน์ให้อยู่ ขาเรียวยาวก้าวออกมาจากรถเร็ว ๆ เมื่อเวลาที่ได้นัดกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ทุกที

เท้าเรียวสวยที่กำลังเหยียบย่ำเข้าสตูดิโอต้องชะงัก เมื่อเห็นผู้จัดการวงวิ่งเร็ว ๆ เข้ามาหาตัวเอง

“จิน ทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้ มา ๆ ๆ ตามชั้นมานี่” ร่างสูงไม่พูดอะไรเพียงแต่ปล่อยให้เทโงชิ ยูยะลากตัวเองเข้าไปที่ห้องซ้อม ก็ยูยะ ทำอย่างนี้จนเป็นเรื่องปกติแล้วนี่นา

“หวัดดีจิน เมื่อเช้าไม่ได้เข้าห้องน้ำหรอ” เพื่อนร่วมวงหน้าตากวนโอ๊ยอย่างยูอิจิพูดขึ้นแซวจินที่ทำหน้าเครียด ๆ ตามยูยะเข้ามา

“เออ” จินตอบส่ง ๆ ไปเพราะถ้าแก้ตัวไปก็ไม่มีประโยชน์ ขี้เกียจคุยกับคนกวนส้น!!!!!!!!!!

จินทรุดลงนั่งที่โซฟาข้าง ๆ จุนโนะสุเกะเพื่อนร่วมวงอีกคนแรง ๆ จนเกิดเสียงดังปุ จินหลับตาลงเหนื่อย ๆ ทำให้ยูอิจิที่คอยจะกวนหยุดลงทันที

“เป็นไรวะจิน สีหน้าไม่ดีแต่เช้านะ” โคคิ เพื่อนอีกคนถามขึ้นอย่างเป็นห่วง

“เมื่อคืน......ฝันแปลก ๆ ว่ะ” พูด ทั้ง ๆ ที่ยังหลับตาอยู่

“หือ???ฝันเรื่องอะไรที่ทำให้อาคานิชิ จินกังวลได้เนี่ย” จุนโนะถามจินบ้างด้วยความอยากรู้ มันเอาเวลาที่ไหนไปฝันวะ เวลาจะเข้านอนยังจะไม่มีเลย

“มีคนมาเข้าฝันแล้วบอกรักชั้นว่ะ”

“หา????” เสียงสามเสียงประสานกันขึ้นเสียงดัง เว้นแต่ยูยะที่ไม่ได้ร้องแต่กลับตาโตขึ้นมา

ทุกคนตกใจมาก ๆ เมื่อได้ยินจินพูดเช่นนั้น ก็เคยได้ยินว่าจินมันอยากมีลูก มีแฟน แต่คิดไม่ถึงว่าเป็นหนักถึงขั้นที่ว่าเก็บเอาไปฝันว่ามีคนมาบอกรัก

“เหอะ ๆ งั้นหรอ แล้วสวยมั๊ย”

“อือ”

“แกจำหน้าเค้าได้มั๊ยวะ”

“อือ”

“วาดให้ดูหน่อย” จินลืมตาขึ้นเบา ๆ มองหน้าเพื่อนร่วมวงและผู้จัดการวงเรียบ ๆ ก่อนจะหยิบดินสอและกระดาษขึ้นมาวาดรูปเด็กคนนั้นที่ทำให้จินหลง.......คาซึยะ

จินขีด ๆ เขียน ๆ โครงหน้าและส่วนประกอบของใบหน้าที่เค้าจำได้แม่นอย่างตั้งใจ เพื่อน ๆ และยูยะก็กำลังมองจินอย่างตั้งใจเช่นกัน

เพียงไม่นานนัก รูปวาดที่ออกมาจากความฝันของจินก็เสร็จสิ้น จินวางดินสอลงและพิจารณารูปนั้นว่ามีผิดเพี้ยนตรงไหนรึเปล่า

“คนนี้หรอจิน”

“อือ”

“สวยว่ะ” ไม่มีใครคัดค้านคำพูดของจุนโนะได้เป็นแน่ เพราะบุคคลผู้นั้นที่จินวาดช่างสวยเหลือเกิน สวยจนต้องตรึงตาตรึงใจ ดวงตาคมสวยที่ถึงแม้จะเป็นแค่ภาพวาด กลับสะกดนิ่งให้ทุกคนมองด้วยความหลงไหลอย่างไม่น่าเชื่อ

เมื่อเห็นสายตาหยดเยิ้มของเพื่อนที่ส่งให้รูปวาดนั้น จินก็เก็บกระดาษที่วาดรูปคนในฝันลงกระเป๋ากางเกงทันที จะให้บอกให้ก็ได้ว่าจินหวง และอาจจะชอบก็เป็นได้ หรือพูดง่าย ๆ ก็..........รักแรกพบ ถึงแม้จะเป็นแค่ความฝันก็ตามทีเถอะ

“หยุดมองแล้วไปซ้อมได้แล้ว!!!” เสียงฉุน ๆ บอกกับเพื่อน ๆ แล้วตัวเองก็เดินไปประจำตำแหน่งคนร้องนำทันที ปล่อยให้เพื่อนทั้งหลายตาละห้อยเดินตามออกมาซ้อม

=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=

“ง่วงป่ะอ่ะ ถ้าง่วงก็นอนไปก่อนก็ได้นะ” เสียงของเพื่อนรักถามอย่างเป็นห่วงเป็นใยเมื่อเห็นสีหน้าอิดโรยของเพื่อนตัวเล็ก คาเมะพยักหน้าเบา ๆ ด้วยอาการง่วงเต็มทน

“ถ้าง่วงก็หลับเหอะนะ เดี๋ยวคืนนี้ก็ต้องตื่นมาอีก” ยามะพีกดหัวของเพื่อนรักลงกับโต๊ะเรียนเบา ๆ ร่างเล็กจึงหลับตาลงแล้วเอาใบหน้ามาซบท่อนแขนของตัวเอง ขยับเบา ๆ ให้เข้าที่เข้าทางเพื่อจะได้หลับสบายขึ้น

“ยามะพีก็นอนเหอะ อย่าไปฟังยัยป้านี่สอนเลย คืนนี้นายก็ยังต้องอยู่เป็นเพื่อนชั้นนะ” ยามะพีมองหน้าอาจารย์ที่สอนอยู่หน้าชั้นแล้วก็ซบหน้าลงกับท่อนแขนตามเพื่อนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
เสียงของอาจารย์ที่เหลือความสาวเพียงน้อยนิดเป็นเพลงกล่อมเด็กและยานอนหลับชั้นเยี่ยมที่ทำให้คาเมะและยามะพีหลับลงไปอย่างง่ายดาย คุณครูคนนั้นเห็นก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร แต่ก็ยังสอนต่อไป

ก็ลองว่าดูสิ โดนพ่อของคาเมะเด้งตัวเองออกจากโรงเรียนนี้อย่างแน่นอน!!!!!!

=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=

“กรี๊ดดดดดดดดด จินคุงเท่ห์สุด ๆ ไปเลย”

“นากามารุคุงก็ใช่ย่อยนะเธอ”

“แต่จุนโนะก็ดูดีนะ”

“โคคิตีกลอง เก๊ง เก่งแหละเธอ”

เสียงสาว ๆ ไม่ว่าจะเป็นปีหนึ่ง สอง หรือสามกำลังกรี๊ดกร๊าดเสียงดังหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดกลางที่ตั้งไว้กลางโรงอาหารของโรงเรียนสุดไฮโซ

คาเมะที่นั่งทานข้าวอยู่ตาลุกวาวเมื่อได้ยินเสียงสาว ๆ เรียก.....จิน.....บุคคลที่เค้าใคร่อยากจะพบตัวจริงเป็นหนักหนา ร่างเล็กลุกขึ้นยืนไปมองที่จอมอนิเตอร์ เห็นร่างสูงและเพื่อน ๆ ร่วมวงกำลังร้องเพลงพ้อมเล่นดนตรีเพลงเพราะผ่านรายการเพลงชื่อดัง

ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจ้องมองกล้องอย่างไม่มีขัดเขิน ดวงตาคมกล้าฉายแววความปวดร้าวให้สอดคล้องกับเนื้อเพลงเป็นอย่างดี ริมฝีปากอิ่มเอื้อนเอ่ยเรื่องราวความเศร้าออกมาเป็นเนื้อความที่ไพเราะเพราะพริ้ง

ก็เพราะความมุ่งมั่นตั้งใจแบบนี้แหละ ที่ทำให้คาเมะหลงจนโงหัวไม่ขึ้น

ร่างผอมบางยังคงจ้องที่มอนิเตอร์ตาไม่กระพริบ เรียกได้ว่าจับตามองซะจนน้ำตาไหลเพราะลมที่ปะทะเข้าตาจนแสบ แต่ร่างเล็กก็ยังคงมองอยู่อย่างนั้น

เมื่อเพลงเพราะของนักร้องสุดโปรดได้บรรเลงจบลง บรรดาสาวกของนักร้องสุดหล่อวงดังอย่าง immotal ภายในโรงเรียนดังก็ได้ไปนั่งทานข้าวอย่างเดิม

คาเมะกลับมานั่งแหมะที่โต๊ะ แล้วทานข้าวต่อไปเรื่อย ๆ ยามะพีมองคาเมะแล้วก็ยิ้มเบา ๆ ก่อนจะก้มลงทานข้าตัวเองต่อ
“โทโมะ โดดเรียนเหอะ ” จู่ ๆ คาเมะก็พูดขึ้นหลังจากทานข้าวอิ่มแล้ว

“แล้วนายจะโดดไปไหนอ่ะ” ถามขึ้นด้วยความสงสัย ใบหน้าหวานปนแววฉงนมองมาที่คาเมะ

“ไปหาจิน อยากเจอจิน” โทโมฮิสะพยักหน้าเบา ๆ ให้เพื่อนร่างเล็กก่อนจะเดินออกจากโรงอาหารแล้วแว๊บออกจากโรงเรียนทันที

“มาแล้ว ๆ ๆ ๆ” เสียงคาเมะพูดขึ้นเบา ๆ อยู่ข้างพุ่มไม้ที่ตั้งขึ้นบังร่างเล็ก ๆ ทั้งสองร่างข้าง ๆ ตึก ตาเรียวรี เบิกโต ๆ เพื่อมองบุคคลที่กำลังเดินสงจากรถแวนสีขาวเอสกิโม ก่อนจะหายลับเข้าไปในอาคาหลังโต

คาเมะปล่อยยิ้มออกมาน้อย ๆ .......แค่ได้เห็นจินแค่นี้ ก็ฝันดีเป็นไหน ๆ แล้ว แล้วจินล่ะจะฝันดีหรือฝันร้ายเมื่อได้เห็นหน้าเขา

“กลับเถอะโทโมะ เจอกันแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ กลับไปนอนดีกว่า”

“อือ”

ตอบรับเสียงเบาแล้วลากเพื่อนตัวเล็กออกไปด้วยเปลือกตาที่จะปิดอยู่รอมร่อ รีบเดินรีบลากคาเมะมาที่คอนโดสวยหรูเพื่อนอน

=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=l=

“โทโมะ ตื่นเร็วเร้วววววววววว”

“อือ ๆ ๆ ตื่นแล้ว ๆ ๆ ” ยามะพีตื่นขึ้นหลังจากที่นอนมาราธอนตั้งแต่ บ่ายสาม จนกระทั่งตอนนี้ตีสามกว่า ๆ เกือบตีสี่แล้ว

คืนนี้เป็นอีกคืนที่คาเมะและยามะพีต้องตื่นมากลางดึก เหตุการณ์กำลังดำเนินไปเรื่อย ๆ เหมือนเมื่อวานอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

ร่างเล็กในชุดสีขาวกำลังนอนลงที่เตียงดวงตาเรียวเล็กกำลังหลับลงเบา ๆ ยามะพีจุดธูปหนึ่งดอกแล้ววางไว้หัวเตียง จากนั้นก็เอาใบพลูทั้งเก้าใบให้คาเมะคาบไว้ในปาก

พิธีเข้าฝันจากตำราเขมรได้ถูกคาเมะนำมาใช้ ในตอนนี้คาเมะกำลังท่องคาถาและชื่อของอาคานิชิ จินไว้มั่น จนในที่สุด สติก็หลุดลอยออกไปในที่มืดกว้าง สถานที่คุ้นเคยเหมือนเมื่อวาน



อ่านต่อคลิ๊ก ๆ ๆ

# by miwako_jin | 2009-01-04 23:50 | Miracle

Merry X' Mas  

เมรี่คริสมาสต์จ้า

สอบอยู่ค่ะ....
มีที่เรียนแล้วเนาะ....

แหะๆ ๆ

แฮปปี้ ๆ จ้า

# by miwako_jin | 2008-12-25 21:22 | About A.Miku

[SF] Under a spell Intro.2  

มาอ่านฟิคป่วง ๆ กันเถอะนะ!

*+* Under a spell *+*
Part : Intro.2
Type : Short Fiction
Cast : Akanishi Jin * Kamenashi Kazuya
Rate : Romantic Comedy
Author : A.Miku



“คาเมะ!!~”

เสียงเรียกร้องดังมาแต่ไกล คาเมะจำเสียงนี้ได้ดีว่าเป็นเสียงเพื่อนจอมยุ่งของเขานั่นเอง แต่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มหลังเลนส์ใสกลับกวาดมองหาต้นเสียงอย่างไร้จุดมุ่งหมาย...มาแต่เสียงแล้วตัวอยู่ไหนล่ะเนี่ย

เห็นร่างเล็กบางคุ้นตาของเพื่อนสนิทภายใต้เสื้อสีอ่อนกับกางเกงขาสามส่วนวิ่งโผล่พ้นหัวมุมตึกมาหน้าตั้งก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ คาเมะเท้าคางพลางเคาะปากกาในมือรอในขณะที่ขาเรียวเล็กพาดไขว่ห้าง คิ้วโก่งวับเลิกขึ้นเมื่อยูยะมาหยุดยืนหอบที่โต๊ะ

“วิ่งหนีอะไรมา”

ยูยะส่ายหน้าแรง ๆ พลางกระแทกตัวลงนั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวยาว ร่างเล็กยื่นมือชื้นเหงื่อมาจับมือของคาเมะแล้วเขย่าแรง ๆ จนคาเมะตกใจ

“ไปนะ...คาเมะจัง ไปด้วยกัน”

“ไปไหน?”

คาเมะถามด้วยอาการที่น่ารักสุด ๆ ในสายตาของยูยะ การเอียงคอถามพร้อมด้วยดวงตาใสแจ๋วที่มันวิ้งวับอยากรู้อยากเห็นนั่นทำเอายูยะใจสั่นอยู่เหมือนกัน.....เห็นว่าเป็นเพื่อนกันหรอกนะเนี่ยเลยพอยอมให้อภัยความน่ารักแบบร้ายกาจนี้ให้! อีกอย่างคาเมะกับเขามันประเภทเดียวกัน...กินกันไม่ลงหรอก!

“ไปคณะนิเทศฯกัน!”

ไม่รอให้คาซึยะได้ตั้งตัว เทโงชิเพื่อนรักก็รีบกวาดข้าวของที่วางอย่างไร้ระเบียบบนโต๊ะม้าหินอ่อนลงกระเป๋าเป้ของคาซึยะแล้วฉุดร่างที่ยังทำหน้างงให้วิ่งตามมาอย่างไร้ทางเลี่ยง จนเมื่อมาถึงหน้าโรงละครของคณะนิเทศศาสตร์จึงหยุดลงหอบแฮ่กด้วยกันทั้งคู่

“พ่อเจ้าประคุณแก้มบวมของนายซ้อมละครรึไง!”

คาซึยะใช้สองมือเล็กเท้าขาทั้งสองข้างไว้ ลมหายใจร้อนพรูพรั่งออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบที่พยายามกัดเพื่อนตัวจ้อยของเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“แหม...รู้ดีนะไอ้เต่า”

ยูยะขยี้ผมสีอ่อนของเพื่อนรักจนฟูไปทั้งหัว คาซึยะยืดตัวเข้ามาทำหน้าบู้ใส้พร้อมกับปัดมือของยูยะออก มือเรียวขาวยกขึ้นมาจัดทรงผมให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะเดินเคียงข้างเพื่อนรักที่กำลังเดินเข้าไปในโรงละคร

เสียงนุ่มทุ้มที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้คาซึยะต้องจับจ้องภาพของหนุ่งร่างสูงใหญ่ที่กำลังจับมือหญิงสาวผมยาวบนเวทีกว้าง ความสมจริงและลื่นไหลในบทบาทนำพาให้คนดูเกิดอารมณ์คล้อยตามอย่างห้ามไม่ได้แม้กระทั่งคาซึยะเองก็เถอะ ยังหลงไปกับเสียงออดอ้อนออเซาะของชายหนุ่มเสียจนเผลอยิ้มออกมา

แต่สงสัยไอ้ที่อยู่ข้าง ๆ คาซึยะมันจะคล้อยตามมากไปหน่อย

มันเล่นกอดแขนเขาอย่างกับลูกลิงแหนะ!

ไม่รู้จะเขินอะไรหนักหนา

“ยูยะ”

“จ๋า...โทโมะคุง~”

โทโมะคุงบ้านพ่อแกสิ!

คาซึยะครางออดในใจแต่ก็ไม่ได้แกะลูกลิงหน้าขาวคนนี้ออกจากแขนตนเอง เพราะอย่างไรเสียแกะไปมันก็มาเกาะเหมือนเดิม สู้ให้มันเกาะอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ตัดรำคาญดีกว่า

เพราะเสียงเรียกโทโมะคุงของไอ้ยูยะมันดังเกินพิกัดอ้อนคาซึยะ ไอ้หนุ่มหน้าปลาจึงหันมาหาแล้วยิ้มกว้างให้จนคาซึยะต้องยิ้มตอบ ดวงตาคมจัดของยามาชิตะ โทโมฮิสะมองจ้องมายังเพื่อนรักของเขาที่ทำบิดขวยเขินซุกหน้ากับต้นแขนของเขาด้วยแววขัน

“เฮ้ย...ยูยะ”

“จ๋า...โทโมะคุง~”

“เออ..โทโมะคุงแฟนแกเขาเดินลงมาหาแล้วโว้ย ปล่อยแขนฉันเลย”

คาซึยะตบหัวสีน้ำตาลเข้มของเพื่อนเข้าไปฉาดหนึ่ง ยูยะจึงตื่นจากภวังค์รักแล้วหันมามองแฟนหนุ่มร่างสูงที่กำลังเดินลงมาหา ยูยะทำหน้าเอ๋อรับประทานดวงตาสีดำจัดล่อกแล่กมองไปยังยามาชิตะที่เผยยิ้มฉายออร่าเทพบุตรให้แสบตากันไปทั่วโรงละครหลังกว้าง

ยูยะยิ้มลอย ยกมือป้องแสงจากแฟนหนุ่ม

จะหล่อไปถึงไหนกันนะโทโมะคุง!

“หนีไปไหนมาครับ....บอกให้นั่งรออยู่ทำไมไม่นั่งอยู่ที่นี่”

ยามาชิตะ โทโมฮิสะ หรือหนุ่มหล่อดาวรุ่งของคณะนิเทศศาสตร์ สาขาการแสดงยื่นมือออกมาจับข้อมือเล็กของยูยะเบา ๆ น้ำเสียงดุทุ้มแต่ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนส่งทอดไปยังผู้มองให้ใจเต้นตึกตัก เด็กชายเทโงชิยิ้มแกน ๆ ให้กับชายหนุ่มก่อนจะตอบคำถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

“ก...ก็ นั่งดูคนเดียวมันเบื่อขอเอาคาซึยะมาด้วยไม่ได้หรือครับ?”

ยามาชิตะยิ้มอ่อนรั้งร่างเล็กกว่าตัวเองเกือบครึ่งตัวเข้ามาประชิด ลมหายใจอุ่นระรินอยู่บนกระหม่อมทำเอาเทโงชิต้องรีบหดหัวหนี ริมฝีปากสีอ่อนยื่นออกมาเล็กน้อยจนโทโมฮิสะต้องใช้นิ้วแข็งแตะสัมผัสด้วยความเอ็นดู

“อย่าแกล้งสิครับ”

“เปล่าแกล้งนี่”

และเสียงเถียงกันไม่เข้าเรื่องที่ดูอย่างไรก็รู้ว่าเทโงชิเสียเปรียบเพราะดันต่อล้อต่อเถียงในอ้อมแขนสีน้ำผึ้งของคนรักแถมยังเป็นคนที่ชอบเก็บฉวยเอากำไรจากเทโงชิก็ยังคงดังต่อไปเรื่อย ๆ จนคาซึยะเองก็เดาไม่ถูกว่าประโยคไหนที่สองคนนี้จะสนทนาเป็นบทสุดท้าย ดังนั้นเขาจึงพาร่างของตัวเองไปนั่งรออยู่ที่เก้าอี้ในโรงละครดีกว่ายืนเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ข้าง ๆ ยูยะมัน

ดูท่าทางว่าเพื่อนตัวเล็กของคาซึยะจะถูกเจ้ายามาชิตะนั่นลากไปซ้อมบทเป็นเพื่อนแล้วแน่ ๆ เพราะเห็นจากแผ่นหลังเล็กหายวับเข้าไปยังหลังเวที คาซึยะถอนหายใจพรืดเอนตัวพิงพนักบุนวมนิ่มพลางหลับตาลง

ไอ้บ้ายูยะ....ลากเขามานั่งดูยามาชิตะเป็นเพื่อนแล้วก็ทิ้งกันอย่างนี้ทุกที

เต่าเซ็ง!

ร่างเล็กหยัดตัวขึ้นนั่งตัวตรงลองคิดทบทวนว่ายังมีสิ่งใดที่ยังทำไม่เสร็จได้ก็หยิบสมุดจดเล่มไม่เล็กไม่ใหญ่ขึ้นมาจากกระเป๋าพร้อมกับดินสอกดแท่งสวยที่ตอนนี้เก่าไปแล้วเพราะคาซึยะกรำงานมันอย่างหนัก มือบอบบางถอดแว่นสายตาออกแล้วนั่งทำงานต่อเงียบ ๆ ในโรงละครกว้าง

ถือว่าเป็นการฆ่าเวลารอไอ้เพื่อนตัวดีของเขาก็แล้วกัน…เพราะกว่าจะออกมาจากหลังฉากนั่นก็คงอีกนานล่ะนะ

เสียงในโรงละครไม่ได้เงียบมากเกินไปจนทำให้คาซึยะเกิดสมาธิแต่ก็ไม่ได้ดังมากไปจนทำให้สติหลุด แต่เมื่องานที่รักมาอยู่ตรงหน้าแม้จะมีช้างตัวใหญ่ล้มมาตายอยู่ตรงแทบเท้าทั้งตัวคาซึยะก็ไม่สามารถจะรับรู้ได้ ปลายดินสอกดสีดำเข้มกดลากลงกับผิวกระดาษบ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าของตัวหนังสือนั้นตั้งใจเขียนมากเพียงใด

นวนิยายเรื่องที่เท่าไหร่ของชีวิตคาซึยะก็มิอาจทราบได้ ร่างเล็กรู้เพียงแค่ว่างานนี้เป็นอย่างที่สองที่เขารักรองลงมาจากการถ่ายรูปความตั้งใจในเนื้องานจึงมีไม่แพ้กัน แต่ว่างานของเขาไม่ค่อยมีใครรู้จักหรอกนอกจากยูยะและเพื่อน ๆ ร่วมคณะที่ชอบอ่านนิยายกันไม่กี่คน แม้ว่าจะเป็นนวนิยายที่มีคนรู้จักน้อยพอ ๆ กับภาพถ่ายของเขาก็ตาม แต่ทว่า...คาซึยะกลับไม่สามารถเลิกเขียนนิยายและเลิกถ่ายภาพได้เลย

เวลาได้เดินทางผ่านไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดหมาย เมื่อมองดูไปยังเวทีเห็นเพื่อนรักตัวเล็กกับแฟนหนุ่มออกมาซ้อมละครหน้าเวทีตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้กระหนุงกระหนิงให้คนอิจฉากันเล่น ๆ อยู่จึงเอนหลังพิงกับเบาะบุนวมนิ่มบิดตัวเองไปมาให้หายเมื่อยแล้วก้มลงมองสมุดที่โน้ตนิยายเรื่องใหม่ไปได้เกือบครึ่งเล่ม

อ้าว...เหลือเติมอีกสามคำก็จะจบเรื่องแล้วนี่หว่า

คาซึยะขีด ๆ เขียน ๆ คำที่ต้องการลงบนกระดาษเสร็จก็เก็บข้าวของลงในกระเป๋าเป้ แขนเรียวที่มีนาฬิกาสีสดรัดข้อมือไว้อยู่ถูกยกขึ้นมาดูเวลาที่บ่งบอกไปได้ว่าเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง คาซึยะถอนใจออกมาพรืดใหญ่

ครึ่งชั่วโมงแล้วนะพ่อคุณยามาชิตะ....แกจะลากเพื่อนฉันไปซ้อมจนถึงพรุ่งนี้เช้าเลยไหม!

เข้าใจคำว่าอิจฉาบ้างไหมเนี่ย...ฮึ~!

“เสียงถอนหายใจของแกมันดังไปถึงหน้าประตูเลยรู้หรือเปล่า”

เสียงหวานใสที่ใครได้ฟังก็ต้องพากันอมยิ้มกันเป็นแถบแต่เป็นเสียงที่คาซึยะไม่โปรดมากที่สุด....นี่มันเสียงนรกชัด ๆ เถอะ นรกของชีวิตเลยก็ว่าได้...ดังนั้นเจ้าของใบหน้าขาวผ่องจึงต้องรีบซบลงกับพนักพิงของเก้าอี้แล้วหลับตาลงทันที

แกล้งตายดีกว่าสนทนากับมันเหอะ~!

“ไอ้เต่า...แกอย่ามาแกล้งหลับ คิดว่าดาวคณะมนุษย์ฯอย่างฉันโง่มากหรือไงฮะ!”

แล้วเจ้าของเสียงก็เดินเข้ามาประชิดเก้าอี้ที่คาซึยะจับจองอยู่พร้อมกับมือเรียวที่จับหมับลงที่แก้มแล้วยืดจนร่างเล็กร้องครวญ...แต่สงสัยครวญดังไปหน่อยล่ะมั้งคนทั้งโรงละครเลยหันมามองเป็นตาเดียว

“ไอ้มิกิ....เจ็บเว่ย!!!!!!~”

ไอ้มิกิที่ว่าของคาซึยะหัวเราะพรืดแต่ยังไม่ปล่อยมือออกจากแก้มนิ่มแถมยังยืดต่อให้คาซึยะน้ำตาเล็ดยังคงแกล้งต่อจนกระทั่งพอใจนั่นแหละเจ้าหล่อนจึงปล่อยมือแล้วนั่งลงเคียงข้างเพื่อนชายตัวเล็กของเธอ

“ใครวะ...ใครกล้าเอาคนมือหนักอย่างแกมาเป็นดาวคณะ ฉันจะตามไปฆ่ามัน...มือหนักฉิบ!”

“ปากเป็ดไม่พอยังปากเสียด้วยนะแก..เดี๋ยวแม่เหนี่ยวเลยดีไหม”

คาซึยะจิ๊ปากแล้วคว้าแว่นตาขึ้นมาสวม นิ้วเรียวพยายามคลึงแก้มที่ถูกหยิกจนแดงไปหมดราวกับเป็นคนสุขภาพดีมีเลือดฝาด....แตะ ๆ แก้มดูก็รู้สึกว่ามันทั้งปวดแล้วก็บวมเลยอดที่จะทิ้งหางตาแบบแค้นเคืองให้มิกิไม่ได้

หนอยแน่!.....คนที่ต้องแก้มบวมเป็นคู่หูดูโอ้ของคุณชายยามาชิตะคือไอ้ยูยะต่างหาก

แกแกล้งผิดคนแล้วมิกิ!

คอยดูนะ....ถ้าแก้มบวมมากกว่าสามวันฉันจะให้แกรับผิดชอบ!

“ฉันไปสู่ขออาคานิชิให้แกเอาไหม”

นี่ได้ยินกูบ่นด้วยเหอะ!

“เออ...ไปสู่ขอให้ได้ก็ดี แต่ค่าสินสอดแกออกนะ ฉันไม่มี”

เป็นอันรู้กันว่าอย่ามาเล่นมุกเรื่องยอดชายในฝันของคาซึยะ ไม่อย่างนั้นมันจะรับมุกจนทุกท่านตาค้างแต่สำหรับมิกิกับยูยะที่รู้ถึงไส้ถึงพุงของคนตัวเล็กนี่แล้วว่าถ้าล้อกันเมื่อไหร่คาซึยะก็จะสนองถึงใจเท่านั้น เห็นอย่างนี้ก็ดีแต่ปากล่ะ....ให้ไปพูดต่อหน้าเจ้าตัวจริง ๆ ก็ไม่กล้าทำเป็นเขินเป็นอาย

ลับหลังจินล่ะกล้าไม่มีใครเกิน!

“ทำเป็นปากดี....เจ้าตัวมาได้ยินแล้วจะรู้สึก”

“เออ....ว่าแต่แกมาทำอะไรที่นี่”

มิกิทิ้งตัวลงกับโซฟานิ่มแรง ๆ ก่อนจะใช้ศีรษะที่เธอคิดว่ามันมีทรงผมที่เหมาะเจาะกับใบหน้างดงามของเธอเลื้อยไซ้ไปที่ต้นแขนเล็กของคาซึยะจนขนลุกพรึ่บ!

“ก็....ของที่สั่งอ่ะ สั่งไปสองอาทิตย์แล้วน้า~…ยังไม่เสร็จอีกหรือ?”

“เสร็จก่อนแกมาเดี๋ยวเดียว....อ่ะ เอาไป”

คาซึยะฟาดสมุดโน้ตเล่มพอดีมือลงกับหัวมิกิจนดังปุ มิกิหัวเราะแฮะ ๆ ราวกับคนบ้าก่อนจะนั่งยิ้มเล็กยิ้มน้อยขณะที่มือเรียวพลิกกระดาษเนื้อดีไปทีละหน้า ตาเรียวจดจ้องตามตัวหนังสือที่เรียวรายกันอยู่เป็นแถบเป็นแถวพลางลุกขึ้นวิจารณ์หน้าตาจริงจัง

“ถึงภาษาจะออกขอมหน่อย ๆ แต่ก็พอให้อภัยล่ะวะ”

ยังไม่วายแอบกัดเพื่อนที่อุตส่าห์นั่งแต่งนิยายให้ คาซึยะไม่อไม่ทนที่จะเอาเท้าเขี่ย...ขอย้ำว่าเขี่ยจริง ๆ แต่เป็นอาการเขี่ยขาของมิกิแรงมากจนขาเรียวของหญิงสาวที่แตะอยู่กับพื้นลอยหวือขึ้นทำให้ร่างกายเสียการทรงตัวและตามมาด้วยเสียง....

ตุ๊บ!

ไม่ต้องสงสัยหัวของไอ้คุณมิกิกระแทกกับพนักพิงไปเรียบร้อยและตัวของมันก็พาดแอ่กอยู่บนเก้าอี้ ตาเหลือกค้างมองเพดานราวกับคนที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

หึ

คาเมะจังคนนี้อยากจะให้แฟนคลับมันมาเห็นสภาพเอ๋อแดกนักเชียว!

“พูดมาก...จะอ่านหรือไม่อ่าน”



อ่านต่อ ๆ ๆ

# by miwako_jin | 2008-12-09 00:42 | Under a spell

[FicTion] Trash 24.3  

*+* Trash (คนไร้ค่า) *+*
Part : 24.3
Type : Long Fiction
Cast : Akanishi Jin * Kamenashi Kazuya
Rate : Drama
Author : A.Miku


“คาซึยะ”

เจ้าของชื่อเอี้ยวตัวมองคนที่วิ่งตามหลังช้า ๆ มือเรียวที่กำลังจะกดลิฟท์ลดลงมาอยู่ข้างตัว จินที่วิ่งมาคว้าแขนเรียวไว้ทิ้งอาการหอบลงให้อีกคนเห็น

“จะไปไหน”

คาซึยะช้อนตาขึ้นมองเชื่องช้า จินสบตาเรียวคู่นั้นแล้วหลับตาลง ความร้าวลึกค่อย ๆ กินใจของเขาลงไปทีละเล็กละน้อย สายตาของคาซึยะยังบอกให้เขาพึงรู้ว่าในตอนนี้เขายังไม่มีสิทธิ์ที่จะตามห่วงคน ๆ นี้ได้ตอนกลางวันที่ได้ทานข้าวด้วยกันไม่ใช่ว่าคาซึยะจะยอมให้เสียทุกเรื่อง มือใหญ่ที่จับแขนเล็กจึงคลายออกก่อนจะเลื่อนขึ้นมาลูบผมนุ่มอย่างเบามือ

“รีบกลับมานะ”

ไม่มีแม้แต่อาการตอบรับคำพูดของจินจากสายตาคู่นั้น คาซึยะหมุนตัวเข้าลิฟต์ทันทีที่จินพูดจบ ร่างสูงมองลิฟต์สีเงินเมทัลลิคด้วยแววตาอ้างว้างและเจ็บแสบ

ถูกทิ้ง...เหมือนของไร้ค่าอีกครั้งหนึ่ง

ทั้ง ๆ ที่คิดว่าเข้าใกล้ร่างเล็กเข้าไปอีกนิด...แต่ทว่ายิ่งดูเหมือนไกลออกไปทุกที

ไขว่คว้าไม่ได้แม้จะอยู่ข้างกาย

อย่างนี้ใช่ไหมที่จินเคยทำกับคาซึยะ

จินหมุนตัวเดินกลับห้องอย่างเลื่อนลอย เรี่ยวแรงดูเหมือนจะหดหายไปเสียดื้อ ๆ หัวใจที่เคยพองโตเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วเหี่ยวแฟ่บราวกับลูกโป่งพองลมโดนเข็มเจาะ....แตกกระจาย สุดท้ายไม่เหลือชิ้นดี

ร่างสูงเดินมาหยุดที่ขอบระเบียงในคอนโดของตนเอง สายตาคมทอดมองลงไปยังเบื้องล่างที่ปรากฏรถและผู้คนมากมาย จินกวาดตามองไปทั่วเผื่อจะเห็นคาซึยะปะปนอยู่กับคลื่นมหาชนนี้บ้างแต่จะให้มองอย่างไรก็ไม่เห็นอยู่ดีเพราะระยะห่างจากระเบียงและพื้นดินสูงราวกับหน้าผาและหุบเหว หนำซ้ำหิมะเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยยังโปรยปรายลงมาจากฟ้าให้ภาพทั้งหมดทั้งมวลพร่าเลือนจนแทบจะมองฝ่าไปข้างหน้าไม่ได้ กระบอกตาที่ปวดร้าวเริ่มคลอน้ำใสอย่างที่ผู้เป็นนายมันไม่รู้ตัว จินหลับตาลงน้ำหยดหนึ่งก็หยดลงจากหัวตาร้อนผ่าวสู่พื้นเบื้องล่าง พร้อมทำใจยอมรับกับความรู้สึกที่ประดังโถมถ่าเข้ามาในใจ

ใกล้กันมากเพียงใด...หากแต่ใจกลับไปไม่ถึง

ฝ่ามือบอบบางแบออกกลางอากาศรับหิมะเย็นเยียบที่เกาะกินผิวขาวจนกลายเป็นสีแดงจัด คาซึยะเงยหน้าขึ้นมองอาคารสูงตระหง่านฟ้าจนคอตั้งบ่า เพียงเพราะอยากจะมองให้แน่ใจว่าคนที่ยืนอยู่ตรงระเบียงนั้นจะใช่คนที่อยู่ในสำนึกของเขาอยู่ตลอดเวลาหรือไม่

เปลือกตาสีอ่อนค่อย ๆ ทาบลงปิดสนิท นึกทบทวนเรื่องราวที่เพิ่งผ่านมาเมื่อสักครู่อยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นของอากาศ ผู้คนที่เดินขวักไขว่ผ่านตัวเขาไปไม่ได้ทำให้ร่างเล็กเปิดเปลือกตาขึ้นมาได้เลย ร่างเล็กยังจมอยู่กับความไม่เข้าใจที่ก่อตัวขึ้นจุกอยู่กลางอกจนทำให้หายใจติดขัด

เชื่อได้แน่หรือกับความอ่อนโยนที่ให้มา

รัก…

หรือเพียงเพราะสงสาร

หยดน้ำเย็นเฉียบตกกระทบแก้มขาวก่อนจะไหลลากไปรวมกับสายน้ำอุ่นที่ไหลลงมาเพียงหนึ่งหยด ร่างเล็กใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ไหลลงมาเร็ว ๆ ก่อนจะใช้นิ้วเรียวแตะลงบนแก้มที่ถูกหยดน้ำเย็นทิ้งความชื้นไว้ให้ได้แสบสันกว่าที่อื่น

หวังว่าคงจะเป็นละอองน้ำ ไม่ใช่น้ำตา....ของอาคานิชิ จินหรอกนะ

+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+

ลมหนาวพัดเอื่อยนำพาให้กิ่งไม้น้อยใหญ่สะบัดตัวตามแรงลม ความยะเยือกและความแรงของมันทำให้ผู้คนต่างยอมแพ้ที่จะเดินออกมาจากกองผ้าห่มอุ่น เว้นแต่เพียงหญิงสาวผู้นี้ที่ยืนมองตามแผ่นหลังบอบบางของเด็กหนุ่มไปด้วยแววตาอาดูลย์ไม่แพ้กัน

เจ็บเหลือเกิน...คาซึยะลูกไม่น่าทำแบบนี้

คาโอริกำมือของตนเองแน่น เธอหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความสุดทนเมื่อได้เห็นคาซึยะ..ลูกชายคนเดียวของเขาอีกครั้ง มโนสำนึกย้อนห้วงความคิดกลับไปสู่ครั้งที่เธอได้หยิบสมุดสีดำมาจากมือของชายผู้ที่ได้ชื่อว่าคุมชะตาชีวิตของหมู่มวลมนุษย์ทั้งหมด

มัตสึโมโต้ จุน

“มีกิจใดหรือท่านจุน”

ชายหนุ่มผู้ถูกขานชื่อยิ้มเบาบางตอบรับร่างเล็กบางหากแต่ทรงอำนาจของหญิงสาว คาโอริผายมือบางเชื้อเชิญให้มัตสึโมโต้นั่งร่างสูงจึงทำตามคำเชิญ รอยยิ้มอ่อนถูกระบายจากริมฝีปากแดงสดของชายหนุ่มก่อนจะเอื้อนเอ่ยกับคาโอริที่ยิ้มให้กับเขาเช่นกัน

“ข้ามีเรื่อง อยากให้ท่านคาโอริช่วยสักหน่อย”

“มีเรื่องใดที่ท่านผู้คุมชะตาชีวิตต้องมาขอความช่วยเหลือจากข้าหรือ?”

เสียงไพเราะเอ่ยเย้ามัตสึโมโต้ด้วยแววขัน หากแต่ภายในใจกลับมีความรู้สึกวูบโหวงอย่างไม่รู้สาเหตุ เพราะดวงตาที่ส่งแววโศกมายังเธอหรือเปล่านะ เธอถึงต้องยื่นมือออกไปแตะบ่ากว้างทั้ง ๆ ที่ใบหน้ายังยิ้มอยู่แบบนี้

“บอกมาเถอะท่าน...หากข้าจะช่วยท่านได้”

จุนแบมือของเขาออกไปข้างหน้าช้า ๆ หนังสือเล่มสีดำสนิทเล่มหนาก็ ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน พอเห็นหญิงสาวทำหน้าสงสัย จุนจึงไขข้อข้องใจให้เสีย

“ของท่านคาซึยะ”

คาโอริเบิ่งตาขึ้นเล็กน้อยอย่างคนไม่เข้าใ จ เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เธอไม่เคยจะได้ยินชื่อเทพองค์ใดบนสรวงสวรรค์ที่ชื่อว่าคาซึยะ จะมีแต่เพียงลูกชายของเขาที่ชื่อคาซึยะเท่านั้นที่เธอรู้จัก

“หลับตาสิท่านคาโอริ”

เทพธิดาร่างบางหลับตาลงอย่างง่ายดายก่อนสัมผัสนุ่มจากมือใหญ่ของมัตสึโมโต้จะทาบลงกับหลังมือขาวนวล เรื่องราวของท่านเทพคาซึยะถูกถ่ายทอดไปสู่ห้วงสำนึกของคาโอริโดยฉับพลัน เพียงไม่ถึงเสี้ยววินาทีร่างบอบบางของหญิงสาวก็ได้รับรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับท่านเทพที่ชื่อคาซึยะ

เรื่องราวทั้งหลายทั้งแหล่ประดังเข้ามาทำให้คาโอริรู้สึกสับสน ใบหน้าอ่อนเยาว์หากแต่เศร้าหมองเพราะติดอยู่ในกรงขังสีขาวเหมือนกับลูกชายของเธอไม่ผิดเพี้ยน! ดวงตาของเธอเอ่อคลอน้ำขึ้นมาทันทีเมื่อได้รู้ว่าแท้จริงก่อนมาเกิดเป็นมนุษย์ เธอเป็นเพียงนางฟ้าชั้นต่ำที่คอยร่ายรำให้ความเพลิดเพลินแก่เหล่าเทวดาชั้นสูงเพียงเท่านั้น

แต่เพราะเธอเองที่ทำให้คาซึยะได้พบกับท่านจิน ร่างเล็กของลูกชายเธอจึงขีดชะตาชีวิตให้เธอได้เป็นแม่ของคาซึยะยามได้เกิดเป็นมนุษย์

“ข้า...ต้องช่วยคาซึยะในสิ่งใดหรือท่าน?”

คาโอริเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความรู้สึกสูญเสียกำลังถาโถมเข้ามาอีกรอบเมื่อมือเล็กต้องยื่นไปรับสมุดเล่มหนาที่มัตสึโมโต้ยื่นให้ นิ้วเรียวของคาโอริแทบจะปัดหนังสือในมือออกทันทีเพราะความรู้สึกแสบร้อนที่กำลังเผามือเธอโดยที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้...แม้แต่ตัวเธอเอง

“ท่านจงทำให้ท่านคาซึยะหยุดการกระทำหยาบช้าไว้เพียงนี้เถิด...ท่านคาซึยะกำลังตกที่นั่งลำบาก” จุนเอ่ยขึ้นพร้อมกันกับที่ลูกแก้วกลมใสปรากฏลอยตัวอยู่เบื้องหน้าเทพทั้งสอง

“ดูเอาเถอะ...ดูเหมือนคาซึยะไม่มีความสุขเอาเสียเลย” จุนชักชวนคาโอริให้มองดูลูกแก้วสีใสที่ขณะนี้ปรากฎภาพของคาซึยะกำลังทำงานอยู่ในสถานบันเทิงชั้นเยี่ยมแห่งหนึ่ง

“แล้วข้าจะช่วยสิ่งใดได้...ข้าเป็นเพียงเทพธิดาบนสรวงสวรรค์แห่งนี้ มิได้มีสิทธิหรืออำนาจพิเศษที่จะคอยช่วยเหลือผู้ใดได้นะท่าน”

เสียงแหบเครือของหญิงสาวพร้อมกับอาการเบือนหน้าหนีจากลูกแก้วลูกใหญ่ทำให้จุนต้องเสกลูกสีกลมใสให้หายไป ร่างของชายหนุ่มลุกขึ้นยืนก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายไว้ให้คาโอริต้องพึงกระทำตาม

“ใช่...ท่านไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้เวทย์มนต์นอกเหนืออาณาเขตสวรรค์”

“แต่ท่านมีสิทธิ์ของแม่เต็มตัว...ท่านคาโอริ”


สามวันกับอีกสองคืน

คาโอรินั่งนับเวลาที่เธอมีสิทธิ์ลงมายังโลกมนุษย์ กว่าจะขอท่านโคอิจิได้เธอก็เกือบจะขาดใจตายเช่นกันเพราะทำอย่างไรท่านเทพผู้ทรงสง่าก็ขัดคำเดียวว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เธอจะต้องไปยุ่งเกี่ยว เทพธิดาอย่างเธอมีหน้าที่นั่งแท่นครองบัลลังก์กับท่านโคอิจิเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว อีกอย่างเรื่องราวที่ผ่านมาของ ‘ท่านเทพคาซึยะ’ มันก็จบลงไปแล้วโดยที่ไม่มีใครสามารถแก้ไขได้

แต่สุดท้ายเธอก็ได้ลงมาเพราะความรักที่ท่านโคอิจิมีต่อเธอนั่นเอง

ร่างบอบบางของหญิงสาวเริ่มเดินตามร่างของคาซึยะที่นำไปก่อนหน้านี้แล้ว เธอพยายามก้าวฝีเท้าเร็ว ๆ เพื่อให้ทันเด็กหนุ่ม...ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ เธอคว้าข้อมือของลูกชายไว้ได้ก่อนจะรั้งร่างบอบบางไม่แพ้ตนเองให้หันมาเผชิญหน้ากัน

“คาซึยะ”

ร่างของเด็กหนุ่มเจ้าของชื่อนิ่งงันราวกับหุ่นปั้น ดวงตาเรียวรีที่เหมือนกับหญิงสาวตรงหน้าพิศเพ่งมายังตัวเธอด้วยแววตระหนก เธอกอบมือเล็กของลูกชายมาไว้ในอุ้งมือก่อนจะยิ้มให้

ยิ้มให้เหมือนกับเมื่อสิบสองปีก่อน...ที่บ้านทรงโบราณหลังนั้น

ความร้อนผ่าวที่เกาะขอบตาทำให้คาซึยะมองภาพของหญิงสาวไม่ถนัดนัก หากแต่คุ้นเคยมากที่สุดในความทรงจำ ถึงแม้ว่าในตอนนั้นคาซึยะยังเด็กแต่เขาก็จำได้ไม่ผิดเพี้ยนว่าใบหน้าและรอยยิ้มนี้มันตรึงใจให้จดจำได้ว่าคนคนนี้เป็นผู้ให้กำเนิดเขา

แม่

แต่จะเป็นแม่ของเขาไปได้อย่างไร...แม่ตายไปแล้วนี่!

“คุณเป็นใคร?”

คาโอริขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อลูกชายของตนเองเอ่ยถาม เธอเลื่อนมือขึ้นไปลูบปรางแก้มเย็นจัดของเด็กหนุ่มก่อนจะใช้นิ้วเรียวปาดซับหยดน้ำที่เกาะแพขนตาของคาซึยะให้

“คาซึยะ...แม่เองลูก จำแม่ไม่ได้หรือ?”



อ่านต่อคลิกเลยค่ะ

# by miwako_jin | 2008-11-07 22:14 | Trash

[FicTion] Trash 24.2  

*+* Trash (คนไร้ค่า) *+*
Part : 24.2
Type : Long Fiction
Cast : Akanishi Jin * Kamenashi Kazuya
Rate : Drama
Author : A.Miku


ความเย็นเยียบของยามสายในฤดูหนาวพัดพาเอาลมแห้งผ่านต้นไม้ใบหญ้าในเขตสวนของคฤหาสถ์ยามาชิตะให้พลิ้วไปตามแรงลม ใบไม้ที่เต้นระริกอยู่กับกิ่งถูกมือเรียวแตะแล้วเด็ดไปอยู่ในมือ ร่างผอมพิจารณาใบไม้ในมือพลางนั่งลงกับเก้าอี้กลางสวนหน้าบ้าน ลมหายใจถูกทอดถอนออกมาจากปลายจมูกกลมเล็กเมื่ออากาศเย็นเริ่มทำให้การหายใจติดขัดเข้าเสียแล้ว

“คุณหนูคะ”

เสียงอ่อนของหญิงสูงวัยเอ่ยเรียกคุณชายคนโตของบ้านให้เหลียวหลังกลับไปมอง ร่างอ้วนในชุดเมดของคุณหัวหน้าแม่บ้านกำลังย่ำเท่าลงกับหญ้าด้วยกริยาสุภาพนุ่มนวลเข้ามาหาเขา ยามะพียิ้มอ่อนให้ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปโอบร่างท้วมนั้นเข้ามาไว้ในอ้อมแขน

“ป้ามาเอะมีอะไรหรือครับ”

แน่นอนว่าถ้าหากเป็นเรื่องของโทโมฮิสะคุณหัวหน้าแม่บ้านจะเดินเข้ามาบอกด้วยตนเองเสียทุกครั้งไป ร่างสูงวัยเพียงแต่ยิ้มออนให้และจูงมือนิ่มของเด็กหนุ่มเข้าไปในตัวคฤหาสถ์แทน

“คุณท่านกำลังจะออกไปข้างนอกน่ะค่ะ....ท่านจะชวนคุณหนูไปด้วย”

“ไปไหนหรือครับ”

มาเอะปล่อยมือโทโมฮิสะลงแล้วรุนแผ่นหลังเนียนให้เดินไปถามกับโทโมยะเองเมื่อมาถึงในตัวคฤหาสถ์ ยามะพีก้าวเท้าลงกับพื้นหินอ่อนเย็นยะเยือกเข้าไปหาบิดาที่ยืนอยู่หน้าเทอเรซของตัวคฤหาสถ์

“จะไปไหนหรือครับพ่อ”

โทโมฮิสะเอ่ยถามทันทีที่เดินเข้าไปหาคุณพ่อร่างโปร่ง หนุ่มอายุกลางคนยิ้มบางให้ลูกชายแล้วตอบเสียงนุ่ม

“ไปหาคาซึยะ...ไปด้วยกันไหมลูก”

โทโมฮิสะยิ้มกว้างให้พ่อ ความรู้สึกดีใจตีตื้นขึ้นเต็มอกเมื่อคิดว่าพ่อจะไปหาคาซึยะบ้าง ร่างบางได้แต่ยิ้มให้แล้วส่ายหน้าเบา ๆ

“พ่อไปเถอะครับ....ผมจะรออยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”

มือบางยกขึ้นโบกลาให้กับคุณพ่อร่างโปร่งที่ก้าวขึ้นรถสีดำมันปลาบอยู่ไหว ๆ ยามะพียืนส่งรถคันหรูจนกระทั่งมันเคลื่อนตัวพ้นจากคฤหาสถ์ไปจนมองไม่เห็น ดวงตาสีสนิมเหล็กกลับหยุดชะงักที่ประตูรั้วเหล็กทบริเวณหน้าบ้านของตัวเองทันที

ผู้หญิงร่างบอบบางในชุดกระโปรงสีขาวเรียบแต่งแต้มไปด้วยลายกลีบดอกสีชมพูอ่อนของซากุระกำลังคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้เขาอยู่ ผมยาวดุจแพรไหมสีดำสนิทปลิวไปตามแรงลมยามที่ความเย็นยะเยือกของมันม้วนตัวผ่านร่างของเธอไป

ลงได้คำเดียวว่าหญิงสาวคนนี้สวยเหลือเกิน

ยามะพียิ้มตอบ เขามองหาที่ประตูหน้าบ้าน ไม่เห็นยามที่เคยเฝ้าอยู่อย่างที่เห็นทุกวันจึงเดินเข้าไปหาสาวสวยเสียเอง ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็ยิ่งแปลกใจมากเข้าไปทุกที....ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่เป็นประกายวาววับของเธอ ช่างเหมือนกับดวงตาที่ฉายแววความอ่อนโยนและน่ารักที่เขาไม่ได้เห็นมานานแสนนาน

แววตาที่เหมือนกับคาซึยะ

ทั้งยังรูปร่างบอบบางและโครงหน้าราวกับแกะพิมพ์

เหมือน...เหมือนคาซึยะเหลือเกิน

“มาหาใครหรือเปล่าครับ”

เมื่อเดินมาถึงที่รั้วหน้าบ้านยามะพีจึงเอ่ยถามหญิงสาวออกมาด้วยความสุภาพ รอยยิ้มที่ฉาบเคลือบบนใบหน้าของหญิงร่างเล็กที่ว่าหวานแล้วยิ่งดูหวานมากขึ้นกว่าเดิม ริมฝีปากสีอ่อนได้รูปขยับพูดออกมาน้ำเสียงไพเราะราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์

“คาซึยะ...อยู่ไหมคะ”

ยามะพีคิ้วกระตุกเมื่อคนตรงหน้าเอ่ยถามถึงน้องชายตัวเล็กของเขา ดวงตากลมโตพิจารณาหญิงสาวอย่างใคร่รู้ว่าเธอเป็นใคร...แต่ก็ไม่ได้จ้องเสียจนเธอรู้สึกว่าเสียมายาท เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่โทโมฮิสะกวาดตามองเธอทำให้เขาคิดว่า เธอคนนี้อาจจะเป็นญาติทางฝ่ายของคุณน้าคาโอริ...แม่ของคาซึยะ

“ไม่อยู่หรอกครับ....ตอนนี้คาซึยะอยู่ที่คอนโดกับจิน ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”

ตอบและถามออกไปอย่างสุภาพ ยามะพีเลือกใช้คำที่ได้ร่ำได้เรียนมาตั้งแต่เด็กถามเอากับคนที่เอาแต่ยิ้มอย่างอ่อนหวานให้ เธอส่ายหน้าเบา ๆ เป็นเชิงตอบว่าไม่ได้มีธุระอะไรเป็นสำคัญก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือเรียวของยามะพีมากุมไว้

“เปล่าหรอกจ๊ะ...แค่จะแวะมาเยี่ยมคาซึยะเท่านั้นเอง แต่ไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร ”

ร่างโปร่งปล่อยให้มือตัวเองอยู่ในอุ้งมือขาวของหญิงสาวเมื่อเธอตอบกลับ ปกติแล้วหากมีคนมาจับมือเขาจะบิดมืออกอย่างนุ่มนวลจนอีกฝ่ายครหาไม่ได้ แต่คราวนี้ยามะพีกลับปล่อยให้เธอกุมมือเขาอยู่อย่างนั้น...เพราะรู้สึกถึงความรักความอบอุ่นในมือนี้ ไม่อยากละไปไหน....ความอบอุ่นที่คุณแม่ของเขาให้ไม่ได้

“จะให้ผมบอกให้ไหมครับว่าใครมาหา....เดี๋ยวผมบอกให้”

“ไม่ต้องหรอก...เดี๋ยววันหน้าน้าจะมาใหม่”

“เป็นญาติกับคาซึยะหรือครับ”

เงียบไปหนึ่งอึดใจให้ลมเย็นพัดผ่านร่างทั้งสอง หญิงสาวไม่ได้ตอบยามะพีแต่ยังคงยิ้มอยู่เช่นเดิม....เปล่าเลย เธอไม่ใช่ญาติของคาซึยะ แต่เธอเป็นแม่....แม่ที่รักคาซึยะมากกว่าใคร แต่เป็นแม่ที่ไม่เอาไหนทิ้งลูกตัวเองแล้วหนีไปอยู่ที่อื่นคนเดียว

เธอคือคนที่ให้กำเนิดคาซึยะ....

คาเมนาชิ คาโอริ

“เธอ.....โทโมฮิสะใช่ไหม”

คาโอริเลี่ยงคำตอบจนได้ เด็กหนุ่มพยักหน้าให้เธอย้ำให้ชัดเจนว่าเป็นลูกชายของเอริและโทโมยะ มือเรียวยกขึ้นลูบศีรษะทุยเบาบางอย่างรักใคร่เอ็นดู....น่ารักเหลือเกิน ลูกชายของเอริ

“โตขึ้นเยอะเลยนะ”

เธอพูดเพียงเท่านี้แล้วลูบปรางแก้มใสของเด็กหนุ่ม ยามะพีหลับตาลงราวกับโดนมนต์สะกด ความรู้สึกสบายกายและใจแผ่ทั่วไปทั้งร่าง.....ยามะพีรู้สึกราวกับว่าได้รับความรักที่ยิ่งใหญ่จากคนเป็นแม่ที่มีต่อลูกคนหนึ่งได้อย่างชัดเจนราวกับว่าเขาเป็นลูกของเธอ

อบอุ่นเหลือเกิน....เพียงแค่มือแตะหน้า

ดีเหลือเกิน....ที่มือถูกกุมเอาไว้

ราวกับได้ความรักจากแม่ ความอบอุ่นที่ซึมลึกไปถึงขั้วหัวใจ

“ฝากดูแลคาซึยะด้วยนะจ๊ะ”

ยามะพีลืมตาขึ้นมาเมื่อหญิงสาวปล่อยมือออกและหันหลังเดินออก ชายกระโปรงที่พลิ้วไปตามแรงลมช่างดูสวยงามรับกับร่างบอบบางที่เดินจากไปด้วยท่วงท่าที่สง่างามแต่ยังคงความรู้สึกอ่อนโยนได้อย่างดี คาโอริไม่ได้หันกลับไปมองเด็กหนุ่มที่ยังมองเธอไม่ละสายตา แต่รู้สึกได้จากตาทิพย์ที่เธอได้มาพร้อมกับการเป็นเทพธิดาบนสรวงสวรรค์

คาโอริเริ่มยิ้มขื่นเมื่อไกลออกมาจากคฤหาสถ์หลังใหญ่ ความเจ็บปวดแผ่กระจายไปทั่วร่างเมื่อรู้ว่าเธอได้ทำร้ายลูกชายของตัวเองได้อย่างไม่น่าอภัย ภาพของคาซึยะที่ร้องไห้และอยู่อย่างเดียวดายด้วยความทรมานไหลเวียนให้เธอรู้สึกเจ็บยิ่งกว่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รู้ได้ทันทีเพียงแค่เธอแตะตัวของโทโมฮิสะ....ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตของคาซึยะ เพียงเธอแตะตัวเธอจะรู้ได้ถึงอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่เกิด จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ราวกับฟ้าจะเห็นใจเธอ เกล็ดหิมะเล็ก ๆ จึงโปรยปรายไปทั่วมหานครใหญ่

น้ำตาหนึ่งหยดไหลลงมาราวกับจะขาดใจ

“ได้โปรดหยุดสักทีเถอะลูกชายแม่...อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้เลย”

+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*

เสียงลมครางหวีดหวิวกังวานไปทั่วบริเวณสุสานไม่เล็กไม่ใหญ่ที่แถบชานเมืองฟุกุโอกะ ร่างเล็กที่ถูกชวนออกมาจากคอนโดของจินเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมาถูกลมหนาวพัดแรงกระหน่ำต้องห่อตัวหนี ดวงหน้าขาวกลายเป็นสีแดงก่ำเมื่อความเย็นเกาะกินจนแสบไปทั่วทุกอณูผิว

ถึงแม้จะเจ็บไปทั้งร่างแต่ก็ไม่สู้ที่หัวใจ ทำไมถึงยังได้เจ็บอีกในเมื่อคิดว่าทุกวันนี้ไม่มีหัวใจแล้ว

เพียงแค่เห็นหน้าผู้ให้กำเนิด...ดวงตาสีนิลกลับฉายแววปวดร้าวออกมาอย่างง่ายดาย

“คาซึยะ”

เสียงนุ่มทุ้มของบิดาที่เอ่ยเรียกไม่ได้ทำให้เจ้าของชื่อหันกลับไปมองแต่อย่างใด ตาเรียวยังคงจับจ้องที่สุสานของมารดาตนเอง ทั้ง ๆ ที่หูได้ยินแต่กลับทำเป็นเมินเฉยเสียงอ่อนโยนที่โหยหามาตั้งแต่เด็กเสียได้ จากที่อยากได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็กลับกลายเป็นไม่อยากได้ยินและไม่อยากเห็นหน้าคน ๆ นี้อีกต่อไป

เพราะเขาเกลียด...เกลียดคนที่ทิ้งขว้างเขาอย่างกับไม่ใช่ลูก

คาซึยะเกลียดพ่อ

ความอุ่นวาบแล่นจากปลายนิ้วก่อนจะเคลือบไล้ไปทั่วทั้งมือเย็นเฉียบ คาซึยะตวัดหน้ามองคนที่กุมมือของเขาไว้อย่างนึกเคือง แต่ถึงกระนั้น คนถูกมองก็ยังไม่ยอมปล่อยมือเล็กนี้เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นทดแทนที่ขาดหายไปเกือบทั้งชีวิตของเด็กน้อย

แต่ถึงจะทำดีพร้อมกับรอยยิ้มอ่อน ๆ อย่างคนที่นึกรักคาซึยะก็มองไม่เห็นเสียแล้ว ความเกลียดและชิงชังบังตาให้พร่าไปหมดและมากพอที่จะทำให้คนตัวเล็กสะบัดมือออกอย่างรังเกียจฝ่ามือหยาบกร้านของผู้เป็นบิดาเสียเต็มแรง

โทโมยะหน้าเสียไปนิดหน่อยเลยได้แต่ยิ้มขื่นให้กับตนเอง

สูญเสียไปแล้วสินะ....สิทธิ์ของความเป็นพ่อ

“ไปไหว้แม่เขาหน่อยเถอะ...นะ คาซึยะ”

เสียงออด ๆ ที่ดูไม่สมกับวัยและท่าทางทำให้คาซึยะหันกลับไปมองให้แน่ใจอีกทีว่านี่ใช่เสียงของคนที่ดุด่าว่ากล่าวเขาทุกครั้งที่พบหน้ากันหรือไม่ ถึงแม้ว่าเขาจะทำหน้าเฉยชาออกไปอย่างไรแต่กระนั้นก็ยังเดินไปที่หลุมศพของมารดาแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างช่อดอกไม้สีขาวสะอาดของบิดา


อ่านต่อก็คลิกเลยค่า ^^

# by miwako_jin | 2008-10-10 14:40 | Trash

[FicTion]Trash 24.1  

*+* Trash (คนไร้ค่า) *+*
Part : 24.1
Type : Long Fiction
Cast : Akanishi Jin * Kamenashi Kazuya
Rate : Drama
Author : A.Miku



ไอควันสีขาวกรุ่นลอยพุ่งจากริมฝีปากสีสดก่อนจะสลายตัวไปกับอากาศเย็นจัด ร่างสูงเจ้าของดวงตาร้ายกาจจ้องพิศไปยังเบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ สายตามุ่งมั่นและวาดหวังที่ทำเอาเพื่อนสนิทอย่างโชต้องนั่งมองเคตะด้วยความฉงน

ไม่เคยมีสักครั้งที่เพื่อนตัวสูงจะเอาแต่นั่งจด ๆ จ้อง ๆ เด็กเสิร์ฟเหล้าในบาร์ด้วยแววตาหวานฉ่ำโดยที่ไม่ลุกไปทำอะไรเลย ความจริงแล้วเคตะไม่ต้องทำอะไรด้วยซ้ำหากต้องการเด็กในผับของเรียวสักคนล่ะก็ เพียงแค่เขาปรายตามองเด็กคนนั้นก็จะหยุดอยู่แทบตักแล้วแท้ ๆ แต่นี่ไม่ใช่ เข้าวันที่สามแล้วเจ้าของร่างผอมบางที่เคตะสนใจยังไม่แม้แต่จะปรายตามองร่างสูงสักนิด แต่ถ้าหากร่างเล็กหันกลับมามองเคตะเมื่อไหร่เนื้อของเพื่อนเขาจะเต้นด้วยความอยากได้ทันทีที่สายตาคู่นั้นจ้องมองเหมือนคนที่ต้องการอะไรสักอย่างหนึ่งแต่ไม่ใช่ตัวเคตะ

ท้าทาย!

“หึ....กัดไม่ปล่อยเลยนะ”

ซากุระอิเอ่ยราวกับเป็นเรื่องปกติเมื่อเห็นเคตะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและกำลังจะก้าวเท้าตามคาซึยะที่เดินไปทางด้านหลังของผับซึ่งเป็นห้องน้ำ เคตะหันกลับมามองเพื่อนที่กำลังจิบน้ำเมาเข้าคอแล้วทิ้งข้อความสั้น ๆ ให้โชต้องสำลักเหล้าก่อนจะเดินตามคาซึยะออกไปทันที

“น่าสนใจดีไม่ใช่หรือเด็กคนนี้”

เป็นไปไม่ได้ที่คนอย่างเคตะจะพูดคำว่าน่าสนใจ! คนที่มีชีวิตอยู่ได้โดยไร้ซึ่งความสนใจใฝ่หาแต่กิเลสหรือเรื่องบนเตียงอะไรเทือกนั้นจะเอ่ยว่ามีความสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นเป็นไปไม่ได้......ไร้หัวใจจนฟันดะซะไม่เลือกแถมยังสงเคราะห์ด้วยการเขี่ยทิ้งทันทีหลังจากที่ผ่านไปได้แค่คืนเดียว

คนอย่างไอ้ทาจิบานะยังจะมีความสนใจหลงเหลืออยู่ในชีวิตมันอีกหรือนี่...

ทาจิบานะหัวเราะหึในลำคอเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนสบถแผ่ว ๆ ปนกับเสียงดนตรีกึกก้องลอยมากระทบโสตประสาทเข้าแต่เสียงอันน่ารำคาญของโชกลับไม่ได้หยุดความตั้งใจของเขาที่จะเดินออกไปจากที่นี่ได้ จุดหมายที่กำหนดแน่วแน่แล้วว่าต้องมีร่างของคาเมนาชิ คาซึยะอยู่เท่านั้นเคตะถึงจะยอม ณ บัดนี้ร่างอ้อนแอ้นก็ปรากฏต่อสายตาแล้ว

ไวเท่าความคิดมือใหญ่คว้าประตูกระจกแก้วสีขุ่นแต่ก็ยังพอมองเห็นความเคลื่อนไหวข้างในได้แล้วผลักเข้าไปข้างใน ร่างสูงก้าวเท้าไปได้หัวใจก็แทบหยุดเต้นเพราะดวงตามีสเน่ห์ในกระจกกำลังดึงเขาให้มองโดยละสายตาไม่ได้ เพียงแค่ปรายตามามองแว่บเดียวแล้วก้มลงวักน้ำลูบหน้าของตัวเองต่อยังทำให้กิเลสในตัวชายหนุ่มเริ่มลุกกระพือโหมได้ถึงเพียงนี้

หากได้ร่างตรงหน้ามา.....ร่างกายเขาจะถูกควบคุมไว้ขนาดไหนนะ?

แค่คิดดวงตาของทาจิบานะก็ลุกพราว!

“มีอะไรหรือครับ?”

เสียงอ่อนเอ่ยถามขณะใช้กระดาษเนื้อนุ่มซับหน้าอยู่โดยที่มองเขาผ่านกระจก ร่างสูงทำท่าไม่เข้าใจกับคำถามคาซึยะจึงหมุนตัวกลับมาหาทาจิบานะมุมปากบางเหยียดยกขึ้นเสียเพียงข้างเดียว กรอบตาสวยหรี่ลงราวกับสะกดคนตรงหน้าให้ยืนถามอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้

“เห็นมองผมมาหลายวันแล้ว คุณมีอะไรจะพูดกับผมหรือเปล่า”

น้ำเสียงราบเรียบนักหากแต่ดวงตายั่วยิ้มพราย! เคตะสืบเท้าให้ระยะห่างของเขาและคาซึยะลดลงจนอากาศแม้แต่จุณเดียวก็ผ่านไปมิได้ หนำซ้ำวงแขนแกร่งยังกักร่างเพรียวให้ติดกับฝาผนังเย็นชืด...แนบชิด

“ก็รู้ดีอยู่ ทำไมยังถามไม่เข้าเรื่อง”

ราวกับจะเอ็ดเด็กที่ทำเป็นไม่รู้ในอ้อมแขนเขาให้หงอเหมือนกับคนที่ผ่านมา แต่มันไม่ใช่...คาซึยะไม่ได้กลัวเคตะเลยสักนิดอีกทั้งยังยอมเงยหน้าสบตาประจัญกับชายร่างสูงอย่างคนอวดดี นิ้วเรียวเล็กไล่บิดกระดุมเสื้อเชิ้ตเนื้อดีตั้งแต่เม็ดที่สามไล่เรื่อยไปจนถึงเม็ดบนสุดก่อนจะเอียงนิ้วกรีดวาดลงบนแผ่นอก ลำคอ จนกระทั่งดวงตา

“ของฟรี ไม่มีในโลกหรอกนะครับ”

“แล้วจะเอาสักเทาไหร่”

ก้มลงถามจนริมฝีปากของตนเองสะกิดกับริมฝีปากสีอ่อน คาซึยะยกแขนขึ้นรั้งลำคอแกร่งไว้รั้งท้ายทอยของเคตะเข้ามาจนกลีบเนื้อทั้งคู่แนบชิดหากแต่ยังไม่สนิทจนไม่สามารถเอ่ยเอื้อนสิ่งใดออกมาได้ ดวงตาที่ต่างสบมองท้าทายซึ่งกันและกัน เร่งเร้าให้อุณหภูมิของร่างกายประทุสูงจนไอร้อนผ่าวส่งผ่านถึงกันและกัน

“ผมไม่อยากได้เงิน”

“ที่ผมอยากได้ คือสิ่งที่คุณมีอำนาจได้....เพราะมัน”

ในชีวิตของเคตะไม่เคยมีใครที่จะปฏิเสธได้นุ่มนวลหากแต่ยังชวนให้เพ้อฝันได้อย่างกับเด็กคาเมนาชินี่ ถึงแม้ว่าสิ่งที่คาเมนาชิร้องขอมาไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเขาเลยแต่ทว่า การที่เด็กนี่มีอำนาจต่อรองทางจิตใจกับเขามากเกินไปทำให้เขาควบคุมตนเองไม่ได้

วิเศษณ์เหลือเกิน....ที่ตอนนี้มีคนบังคับเคตะได้ด้วยทางสายตา

ตกเป็นรองเด็กตัวเล็ก ๆ นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันทาจิบานะ!

“ตัวแค่นี้หัดเล่นยา?”

“ถ้าไม่ให้...ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร”

ร่างเล็กผลักทาจิบานะให้ออกพ้นจากตัวพลางก้าวเท้าหนีทันทีหลังจากใช้วาจาหว่านล้อมให้เจ้าพ่อธุรกิจสิ่งเสพย์ติดยอมเอายาที่คาซึยะต้องการมาแลกกับตัวเขา.....แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิดนอกจากจะทาจิบานะจะไม่ยอมเล่นด้วยแบบนี้แล้วยังหาเศษหาเลยจากร่างกายเขาเอาเสียดื้อ ๆ

ให้มันรู้ไปสิว่าไอ้พวกเดรต่ำมันก็ไร้สัจธรรมทุกคน

ชอบนัก...ชอบฉวยโอกาส!

“เอาแรงแค่ไหนล่ะ”

เสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นลอย ๆ ราวกับจะพูดกับสิ่งใดก็ได้ในห้องน้ำหากแต่มันไม่ใช่ คาซึยะชะงักมือที่กำลังจะผลักประตูแก้วใสแล้วหันกลับมาหาเคตะอีกครั้ง ริมฝีปากวาดยิ้ม...เยือกเย็น!

“ไม่มากครับ....แค่มอร์ฟีนผมก็พอใจ”

“แล้วฉันจะได้อะไรคืน....กับยาที่เอามาแลก?”

“ของอย่างนี้มันก็ต้องลุ้นเอาไม่ใช่หรือครับ”

เสียงใสเจือแววสนุกหนักหนาในคำพูดขณะที่เปรยกับอีกฝ่าย คราวนี้คาซึยะยิ้มพราวไปทั่วทั้งดวงหน้าทำเอาทาจิบานะเดาไม่ออกจริง ๆ เลยว่าแท้จริงแล้วคาซึยะมีนิสัยอย่างไร.....และที่สำคัญจุดอ่อนของร่างเล็กที่เขาจะเอาไว้ดัดหลังนั้นอยู่ตรงไหน!

“งั้นคืนนี้....”

“จนกว่าของจะมา ผม...ถึงจะยอม”

ยอมเสี่ยงกับความสุขชั่วพริบตา….ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ความสุขเหล่านี้จะย้อนกลับมาทำร้ายจนไม่เหลือเศษซากของความเป็นคน

+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+

คิดถูกหรือเปล่านะที่ยอมให้ออกไปโดยไม่ตามเลยแม้สักก้าวเดียว

อาคานิชินั่งทอดถอนลมหายใจครั้งที่เท่าไหร่แล้วเจ้าตัวก็คร้านที่จะนับ หากแต่ที่เขานั่งนับและเฝ้ารอคือเวลาต่างหาก เลยครึ่งคืนมาแล้วแต่ภรรยาตัวเล็กของเขาก็ยังไม่กลับมาเลยคิดผิดจริง ๆ ที่ไม่ยอมตามคาซึยะออกไปให้รู้เรื่องกันไปเลยว่าไปอยู่ที่ไหนดึกดื่นทุกวัน พอกลับมาก็มีแต่กลิ่นเหล้ากลิ่นบุหรี่ให้สงสัยอยู่ตลอดทุกค่ำเช้า ถามดี ๆ ก็ไม่ยอมตอบมีแต่ตวาดกลับมาให้จินได้ใจเสียเล่นกับคำพูดเสียดสีประชดประชันของคนรัก แต่ถึงไม่ยอมตอบจินก็ไม่ได้ลดละความพยายามเขากำลังจะตามคาซึยะออกไปแล้ว หากแต่สายตาที่มองกลับมาทำให้จินต้องยอมนั่งรออย่างกระวนกระวายใจอยู่ที่บ้าน

สายตาที่บอกว่าจินยังไม่มีสิทธิ์มากพอที่จะตามติดคาซึยะไปได้ทุกที่ เป็นเจ้าของคาซึยะได้ในทางนิตินัยแต่ถ้าหากเป็นทางพฤตินัยจินจะไม่มีวันได้สิทธิ์นั้นไปแน่นอน

คิดแล้วเจ็บดีไหม ทั้งที่เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่แล้วเขายังเป็นคนที่อยู่เหนือคาซึยะอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ในวันนี้จินกลับกลายเป็นเบี้ยล่างของคาซึยะโดยที่ตัวเองก็ตั้งใจอยากจะเป็นโดยไม่มีบิดพลิ้ว แม่จะเจ็บช้ำจินอยากจะลองทนดูบ้างเท่าที่จะทำได้ จะได้รับรู้รสชาติเจียนจะขาดใจตายของมันและเรียนรู้ที่จะอยู่โดยถนอมคนรักของเขาให้อยู่ด้วยกันต่อไปโดยไม่มีน้ำตาอีกต่อไป

แต่แน่ใจว่าจะได้หรือ?

ท่าทางของคนตัวเล็กที่เคยรักเขาหมดหัวใจกลับกลายเป็นเกลียดชังได้รวดเร็วยิ่งนัก หลังจากงานแต่งงานที่ผ่านมาจินพยายามทำทุกอย่างให้ดีขึ้น ทั้งตัวเขาและความรักที่มันสายเกินจะแก้แต่คาซึยะก็ไม่ให้ความร่วมมือกับเขาเลย....เมินเฉยและรำคาญ นั่นคือทางเลือกที่คาซึยะหยิบยื่นให้เขา

แต่เขาก็ยังยินดีที่จะยื่นมือออกมารับสิ่งที่คาซึยะหยิบยื่นให้

จะเพราะสิ่งใดหากไม่ใช่เพราะว่ารัก

เจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านี้อย่าได้ท้อไปเลยจิน

มันยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของคาซึยะเสียด้วยซ้ำ

เสียงเปิดประตูดังก่อกแก่กเรียกเอาร่างขาวจัดที่กำลังเหม่อลอยให้กลับมาสนใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงที่ได้ยินจะเป็นใครอื่นไปได้หากไม่ใช่คนรักที่อยู่ในห้องแห่งนี้ด้วยกัน จินรีบวิ่งไปที่ประตูก็ได้เจอกับคาซึยะเหมือนอย่างสามสี่วันที่ผ่านมามือใหญ่คว้าร่างชื้นหิมะเข้ามากอดไว้พร้อมกระซิบที่ข้างใบหูขาวบาง

“กลับมาแล้วเหรอ?”

และก็เป็นอีกครั้งที่ไม่มีเสียงขานรับว่า ‘กลับมาแล้ว’ ของคาซึยะให้ชื่นใจอีกเช่นเคย จินผละออกจากร่างบางมือหนายึดไหล่มนไว้ด้วยกริยาที่อ่อนโยนกว่าใครก่อนจะก้มลงถามแนบขมับชื้น

“คราวหน้าอย่ากลับดึกรู้ไหม...จินเป็นห่วง”

“เก็บไว้ห่วงคนอื่นเถอะ...ผมไม่ต้องการ”

คาซึยะเบี่ยงตัวออกจากมือจินแล้วเดินหนีเข้าห้องนอนไปทันทีไม่ได้สนใจเลยว่าคนที่ยืนแน่นิ่งอยู่ตรงนี้จะรู้สึกแสบไปทั้งทรวงเพียงใด

อดทนไว้ อาคานิชิ จิน

สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือให้กำลังใจตัวเองแล้วเดินกลับเข้าห้องนอนตามคาซึยะไปแว่วเสียงของน้ำที่ไหลลงกระทบพื้นห้องน้ำก็ทำให้รู้ว่าคนตัวเล็กนั่นอาบน้ำอยู่ จินจึงนอนรออยู่ที่เตียงในใจก็นึกเป็นห่วงคาซึยะไปต่าง ๆ นานาว่าอาบน้ำดึก ๆ แบบนี้จินกลัวคนตัวบางจะไม่สบายเอาเสียได้ ยิ่งช่วงนี้ร่างกายของคาซึยะดูเหมือนจะอ่อนแอลงมากจนจินนึกห่วงอยู่ไม่หาย

กังวล เหม่อลอย และรอคอยจนกระทั่งคาซึยะออกมาจากห้องน้ำ และเขาก็กำลังรอว่าเมื่อไหร่พื้นที่ข้างกายตนเองจะยุบยวบลงไปเพราะน้ำหนักของคนตัวเล็กที่นอนทับเตียงกว้างลงมา แต่จนแล้วจนรอดคาซึยะก็ยังไม่มานอนแถมเขายังได้ยินเสียงประตูเปิดและปิดกระทบกรอบดังขึ้นขัดความเงียบ จินได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยจึงลุกขึ้นจากเตียงและติดตามคาซึยะออกไป




อ่านต่อก็คลิกเลยค่า ^^

# by miwako_jin | 2008-09-27 23:22 | Trash

[SF] Under a spell p.Intro  

*+* Under a spell *+*
Part : Intro
Type : Short Fiction
Cast : Akanishi Jin * Kamenashi Kazuya
Rate : Romantic
Author : A.Miku



แสงแดดสีส้มอ่อนทอแสงขึ้นจากปลายฟากขอบฟ้าทางฝั่งตะวันออกบ่งบอกได้อย่างดีว่าอีกไม่นานเวลายามรุ่งสางคงจะมาเยือนโลกใบนี้ ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มที่มีกลุ่มดาวประปรายเต็มท้องฟ้ากำลังเลือนหายเพราะถูกแสงสว่างจ้ากลืนกินไปทีละเล็กทีน้อย พระอาทิตย์ลูกกลมแดงแจ๋ค่อย ๆ ไต่พาดขึ้นมาจากท้องฟ้าจนเห็นเป็นลูกกลมสีส้มโตครึ่งลูกที่ขอบฟ้า




ร่างเล็กบางที่นั่งอยู่บนม้านั่งริมน้ำมาได้สักพักหนึ่งเอื้อมมือเรียวไปหยิบกล้องชนิดใส่ฟิล์มราคาไม่ถูกไม่แพงขึ้นมาไว้ในมือ มือขาวอีกข้างที่ว่างก็หยิบเอาขาตั้งกล้องมาก่อนจะจัดแจงกางมันออกแล้ววางเจ้ากล้องสีดำตัวเก่งไว้บนขาตั้ง จัดที่จัดทางให้เรียบร้อยก่อนถอดแว่นใสเลนส์ไม่หนาสักเท่าไหร่เหน็บไว้กับกระเป๋าเสื้อแล้วแนบใบหน้าลงกล้องมองผ่านเลนส์ไปยังท้องน้ำเบื้องหน้าที่บัดนี้สะท้อนภาพพระอาทิตย์ดวงโตครึ่งลูกอยู่ริมน้ำฝั่งตรงกันข้าม แสงสว่างสดใสของมันทอประกายให้น้ำใสระยิบระดับดุจมีดวงดาวประดับอยู่บนผืนน้ำ นิ้วเรียวยึดกล้องไว้หลวม ๆ ก่อนจะกดชัดเตอร์ลงรัวเร็วเพื่อให้ได้ภาพต่อเนื่องของพระอาทิตย์ที่กำลังเลื้อยขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นสีแดงจัดเต็มดวง คนตัวเล็กใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการกดชัตเตอร์ก็ได้ภาพที่ต้องการ





คาเมนาชิ คาซึยะยืดตัวขึ้นตรงก่อนจะสูดเอาอากาศสดชื่นยามเช้าเข้าปอด ลมเย็นกลิ้งตัวเอื่อยเฉื่อยพัดผ่านใบหน้าความเย็นสบายของมันที่เคลียแก้มใสไปเมื่อสักครู่ทำให้ร่างเล็กมีความสุขไม่น้อย ร่างบางลดแขนลงที่ข้างลำตัวก่อนจะจัดแจงเก็บกล้องให้เรียบร้อยแล้วใช้สายของมันพาดไว้ที่ไหล่เนียน มือเรียวหยิบแว่นที่กระเป๋าเสื้อขึ้นมาสวมเพราะถ้าหากไม่สวมมันเข้าไปเขาอาจจะมองไม่เห็นทางเข้าบ้านเลยก็ได้ จากนั้นจึงก้มตัวลงรวบขาตั้งกล้องแล้วคว้ามันมาไว้ในมือเรียว





“คาเมะจัง วันนี้ก็มาถ่ายรูปอีกแล้วหรอ” เสียงของหญิงวัยกลางคนที่เป็นเจ้าของร้านขายผักอยู่ข้างทางเอ่ยทักขึ้น ร่างเล็กภายใต้เสื้อยืดสีอ่อนกับกางเกงนอนขายาวที่กำลังเดินกลับบ้านที่อยู่ท้ายซอยอย่างไม่เร่งรีบหยุดนิ่งอยู่กับที่ก่อนจะหันกลับมาทักทายคุณน้าเจ้าของร้านด้วยการโค้งตามมารยาทตบท้ายด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจคนละแวกนี้กันหมด รอยยิ้มของคาเมะไม่ได้สวยมีสเน่ห์จนใคร ๆ ก็ต้องหันมามองหรอก แต่เป็นเพราะความจริงใจจากเจ้าของเรียวปากชมพูนี่ต่างหากที่ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่แถวนี้เขานึกเอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลาน





“ครับ วันนี้ได้รูปสวยกว่าทุกวันเลยล่ะครับคุณน้า” ร่างเล็กตอบพร้อมกับยิ้มบาง ๆ ในตอนท้าย เป็นท่าประจำที่ใคร ๆ ก็สังเกตเห็นได้จากร่างเล็กอารมณ์ดีคนนี้ ดวงตาเรียวยิบหยีจนเป็นขีดเบื้องหลังกรอบแว่นทรงสวยก็ดูน่ารักไปอีกแบบ





“ถ้างั้นเดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีเช้านี้ที่มหา’ลัยมีสอบ” หญิงสาวยิ้มอ่อนให้เด็กหนุ่มร่างเล็กเป็นการกล่าวลาคาเมะจึงผงกหัวเบา ๆ แล้วเดินกลับบ้านทันที ร่างเล็กรีบสาวเท้าเร็ว ๆ เมื่อเหลือบมองเห็นนาฬิกาในร้านขายผักเมื่อสักครู่กำลังตีบอกเวลาหกโมงเช้า ที่รีบเพราะเข้ามีสอบตอนแปดโมงเช้านี่สิเลยต้องรีบหน่อย






ร่างเล็กกลับมาบ้านได้ก็วิ่งตึง ๆ ขึ้นไปที่ชั้นบนของบ้านเสียงดังจนผู้เป็นแม่ที่ขลุกอยู่ในครัวได้บ่นไล่หลังเป็นประจำอย่างนี้ทุกวัน คาเมะจัดการอาบน้ำแต่งตัวทานข้าวแล้วก็เดินไปที่สถานีรถไฟที่ห่างจากบ้านเขาประมาณ 5 นาทีเร็ว ๆ เพื่อให้ทันเข้าสอบ




คาเมะขึ้นรถไฟมาได้ก็ถอนหายใจเนือย ๆ กลุ่มคนวัยทำงานและวัยเรียนต่างแออัดเบียดเสียดอยู่ในตู้แคบ ๆ นี้ ร่างเล็กรู้สึกเบื่อเหลือเกินกับชีวิตแบบนี้ ชีวิตที่ตื่นมา เช้ามืดก็ออกไปถ่ายรูปท้องฟ้าพระอาทิตย์ สายหน่อยก็กลับมาอาบน้ำแต่งตัว ทานข้าว ไปมหาวิทยาลัย แล้วก็กลับมานอนหรือไม่ก็ทำการบ้านอยู่ในห้องนอน ดึกหน่อยก็หลับแล้วก็ตื่นมาถ่ายรูปในยามเช้ามืด ชีวิตเขาเป็นแบบนี้ทุกวันน่าเบื่อ ไม่มีอะไรเลย





เมื่อไหร่กันนะที่ชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิม





คาเมะก็หมายถึงว่าเมื่อไหร่มันจะไม่น่าเบื่อเหมือนทุกวันนี้สักที






“คาเม้.......”







ใบหน้าเรียวที่มีแว่นหนาเตอะประดับอยู่หันไปหาต้นเสียงแจ๋ว ๆ ที่กำลังโบกมือเรียกด้วยอาการร่าเริง นี่ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กคณะศิลปศาสตร์ที่จะเห็นเด็กหนุ่มตัวเล็กผมซอยสั้นโบกมือเรียกเพื่อนสนิทเป็นประจำ คาเมะยกมือขึ้นแล้วสะบัดข้อมือครั้งหนึ่งเป็นการทักเพื่อนก่อนจะเดินเข้าไปหาเทโกชิ ยูยะที่ยิ้มหวานรออยู่แล้ว






“อ่านหนังสือไม่ทันหรือไง...ทำไมทำหน้ามุ่ยอย่างนั้น”







ยูยะเอ่ยถามคาเมะที่กำลังเอากระเป๋าใส่กล้องวางลงบนโต๊ะพลางหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน คาเมะส่ายหน้าให้หนึ่งทีแล้วเปิดหนังสือเล่มบางอ่านก่อนเข้าห้องสอบ







“แล้วเป็นอะไร?”






คาเมะยู่ปากให้ยูยะหนึ่งทีก่อนจะบุ้ยใบ้สะบัดหน้าไปทางคณะนิเทศศาสตร์ให้เพื่อนตัวเล็กได้เห็น ยูยะเห็นก็ร้องอ๋อในใจทันทีพลางใช้มือเล็กตบบ่าของคาเมะเบา ๆ





“อดถ่ายรูปอาคานิชิเลยล่ะสิ...วันนี้สอบทั้งวันเลยนี่”






คาเมะบ่นกระปอดกระแปดออกมาแล้วหน้าก็ยิ่งมุ่ยลงกว่าเดิม เมื่อเหลือบหางตาไปเห็นตารางสอบที่แน่นเอี๊ยดแทบไม่มีเวลากินข้าววางอยู่ข้าง ๆ กล่องดินสอของยูยะ ได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่คนเดียวเป็นนานสองนานกว่าจะตัดใจจากหนุ่มสุดหล่อที่แอบปลื้มมาตั้งแต่เข้าปีหนึ่งจนตอนนี้อยู่ปีสามให้กลับมาอ่านหนังสือได้ก็ยากโข ร่างบอบบางกระแทกลมหายใจครั้งหนึ่งก่อนจะกวาดของให้เต็มอ้อมแขนแล้วลุกเข้าห้องสอบเมื่อนาฬิกาสีขาวสะอาดกำลังส่งเสียงบอกเวลาว่าถึงคราวที่เขาและเพื่อน ๆ จะต้องเข้าสอบกันแล้ว






“เอาน่าคาเมะ....พรุ่งนี้ก็ไม่มีสอบแล้ว เดี๋ยวค่อยไปแอบถ่ายก็ได้”





ได้แต่พูดให้กำลังใจตัวเองแบบคนโรคจิตแล้วก็เดินเข้าห้องสอบไป ด้วยใบหน้าหน้าที่ยุ่งเหมือนเดิม.....






+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+





“ยูยะ...ทำไมช้านักล่ะ”







เสียงบ่นแหบแห้งของเด็กหนุ่มร่างบางเอ็ดใส่เพื่อนที่กำลังเดินออกมาจากห้องสอบเป็นคนสุดท้ายเบา ๆ ยูยะฉีกยิ้มแหย ๆ ให้คาเมะที่กำลังทำท่าโกรธควันจะออกจากหูอยู่แล้วพลางยกมือขึ้นประกบกันแล้วเอ่ยขอโทษคาเมะอย่างจริงจัง





“ขอโทษนะ.....เผลอหลับ”






โธ่...ยูยะ นายหลับระหว่างที่พยาธิในท้องฉันมันร้องหาอาหารเนี่ยนะ!




“ช่างเถอะ รีบไปกัน เดี๋ยวข้าวหมดก่อน...”




พูดเสร็จก็จูงยูยะไปด้วยแรงอันมหาศาลที่เกิดจากอาการโมโหหิวทันที ยูยะได้แต่วิ่งเซไปตามคาเมะเท่านั้น เมื่อมาถึงโรงอาหารได้คาเมะก็ปล่อยมือยูยะออกแล้ววิ่งไปซื้อกับข้าวกินทันที




แน่ล่ะ คาเมะย่อมเห็นของกินดีกว่าสิ่งใดเสมอ....นี่เป็นสัจธรรมข้อที่หนึ่งที่ยูยะได้รู้ตั้งแต่เป็นเพื่อนกับคาเมะมาได้กว่า 6 ปี





และเนื่องจากความกินเก่งของเพื่อนตัวบางของยูยะ ร่างเล็กจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคาเมะถึงซื้อกับข้าวมาได้ถึง 3 จาน




“กินหมดเหรอ?”




“เคยเห็นฉันกินเหลือหรือไง”





เคยถามอย่างไรก็ถามอย่างนั้น แล้วยูยะก็ได้คำตอบเหมือนเดิมกลับมาทุกที เจ้าตัวจึงส่ายหน้าให้กับความช่างกินของเพื่อนแล้วคว้าจานข้าวหนึ่งในสามของคาเมะมากินบ้าง





ถามว่าทำไมไม่ไปซื้อเอง...ก็เพราะคาเมะมันชอบซื้อมาให้กินทุกทีเลยน่ะสิ!





“สอบเสร็จแล้วกลับบ้านเลยไหม?”





“ไม่ล่ะ...ว่าจะแวะไปคอฟฟี่ช็อปหน้ามหาลัยสักหน่อย”





เงยหน้าขึ้นมาตอบทั้ง ๆ ที่ในปากยังมีข้าวอยู่เต็มไปหมดแล้วยังมีหน้าเอาข้าวที่พูนอยู่ในช้อนยัดปากต่ออีก....ยูยะเคยมองคาเมะว่าน่ารักได้ยังไงกันนะ





“ไปด้วยกันไหม...”





ถึงจะกินอยู่ก็ยังมีสติพอชวนให้เพื่อนตัวเล็กพอกันไปที่คอฟฟี่ช็อปชื่อดังที่หน้ามหาลัย ยูยะพยักหน้าตอบทันทีคาเมะจึงก้มหน้าลงกินข้าวต่อ...ไม่สิ น่าจะเรียกว่าสวาปามมากกว่า.....




บอกแล้วไง คาเมะน่ะเห็นของกินดีกว่าอย่างอื่น (ฮา~)





+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+


อ่านต่อก็คลิกเลยจ๊ะ

# by miwako_jin | 2008-08-01 00:57 | Under a spell

< 前のページ 次のページ >